รายงานการศึกษาวิจัย การเลือกปฏิบัติในการประกอบอาชีพของผูติดเชื้อเอชไอวี จากการเก็บขอมูลทั้งหมด พบวา สาเหตุสําคัญของการเลือกปฏิบัติในการประกอบอาชีพของ ผูติดเชื้อมีดังนี้ (1) การขาดความรูที่ถูกตองของนายจางและคนรอบขางตอชองทางการติดเชื้อเอชไอวี ทําให นายจางในกิจการประเภทที่เกี่ยวของกับอาหารและการบริการ กลัวและตั้งขอรังเกียจ โดยอางวา เกรงวาจะไป แพรเชื้อกับผูอื่น ดังจะเห็นไดจากในกรณีของแมนที่สามารถกลับมาทํางานในบริษัท (แม) บริษัทเดิม โดยทํางาน ในกิจการที่ไมเกี่ยวของกับอาหาร นอกจากนี้ นายจางบางสวนยังขาดความรูในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิและ การเลือกปฏิบัติตามกฎหมายไทย โดยนายจางบางแหงที่เคยมีการเลือกปฏิบัติยอมรับวา เปนเพราะไมรูวาผิด กฎหมาย132 (2) ความเขาใจที่วา “เอดส เปนแลวตาย รักษาไมได” ทําใหนายจางจํานวนหนึ่ง เกรงวาการจาง ผูติดเชื้อไปทํางานแลวจะไมคุมคา เพราะเกรงวาผูติดเชื้อจะเจ็บปวยและลางานบอย ๆ133 และในบางกรณี ก็เชื่อวา ผูติดเชื้อเอชไอวีมีขีดจํากัดในการทํางานอันเนื่องมาจากปญหาสุขภาพทําใหอาจจะไมคุมทุน โดยเฉพาะถามี การลงทุนพัฒนาบุคลากรแลวผูติดเชื้อไมสามารถทํางานไดเต็มประสิทธิภาพ ทั้งยังรวมไปถึงคาใชจายที่นายจาง ตองจายใหเปนสวัสดิการในสวนที่เพิ่มเติมจากสิทธิประกันสังคม เชน เงินชดเชยกรณีออกจากงาน การเสียชีวิต เปนตน134 ทั้ง ๆ ที่ในปจจุบันมีความกาวหนาในการรักษา ทําใหผูติดเชื้อเอชไอวีสามารถดํารงชีวิตอยูไดตามปกติ แตความพยายามในการแกไขมายาคติดังกลาวก็ยังไมเพียงพอที่จะสรางทัศนคติที่ดีได (3) ทัศนคติแบบเมตตา ที่เห็นวาเมื่อติดเชื้อแลวควรจะรักษาตนเอง หรือควรทํางานที่ไมมีความ เสี่ยง (4) ทัศนะเชิงอคติ ที่เห็นวาการติดเชื้อเปนเรื่องผิด บาป นาละอาย จึงไมควรจะไปเกี่ยวของกับ ผูติดเชื้อ กลุมผูติดเชื้อวิเคราะหวา การขาดความรูความเขาใจและอคติเหลานี้ สวนหนึ่งเปนผลมาจาก การรณรงคปองกันการระบาดของโรคเอดสตั้งแตทศวรรษแรก ๆ ที่มีลักษณะขูใหคนกลัว โดยเฉพาะจากคําขวัญ ที่วา “เอดส เปนแลวตาย รักษาไมได” ยิ่งเปนการปลูกฝงมายาคติทําใหเอดสและเชื้อเอชไอวีเปนเรื่องนากลัว โดยนโยบายการบริหารจ���ดการเอดสของภาครัฐเชนนี้ ถูกวิจารณวานโยบายของรัฐในการจัดการปญหาโรคเอดส คือ การลดพฤติกรรมเสีย่ งเพือ่ ปองกันการแพรระบาดของเชือ้ เอชไอวีไปยังผูอ นื่ ตกอยูภ ายใตแนวคิดระบาดวิทยานัน้ เปนการจํากัดมุมมองไมใหเห็นเอดสในมิติอื่น ๆ เลย โดยเฉพาะอยางยิ่งการเชื่อมโยงเอดส/เอชไอวี กับการตีตรา และการเลือกปฏิบัติ135 นโยบายเชนนี้ยิ่งซํ้าเติมการตีตราและการเลือกปฏิบัติอยูตอไป สําหรับการสนทนากลุมแบบปรึกษาหารือในกลุมนายจาง ไดมีการเพิ่มเติมขอมูลและแลกเปลี่ยน มุมมองเกี่ยวกับมาตรการ/มาตรฐานอื่น ๆ ในกระบวนการผลิต/บริการ อันเปนเงื่อนไขที่ทําใหกิจการเหลานั้น ไมจําเปนตองมีการบังคับตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีในผูสมัครงาน ที่สําคัญไดแก136 การสนทนากลุมนายจาง/เจาของสถานประกอบการ, 14 มีนาคม 2556 ทัศนะเชนนี้ ไดรับการยืนยันจากการสัมภาษณผูจัดการฝายบุคคลของบริษัทมหาชนแหงหนึ่ง, 17 กรกฎาคม 2556 134 เจาของดีลเลอรธุรกิจขายรถยนตแหงหนึ่ง (ไมเปดเผยชื่อ), สัมภาษณ, 7 พฤศจิกายน 2556 135 คณะกรรมการเครือขายองคกรพัฒนาเอกชนดานเอดส, เรื่องเดียวกัน, หนา 28-29. 136 การสนทนากลุม กลุมนายจาง /เจาของสถานประกอบการ 14 มีนาคม 2556 132 133 55

Select target paragraph3