4 รายงานการศึกษาวิจัย การเลือกปฏิบัติในการประกอบอาชีพของผูติดเชื้อเอชไอวี มีความทาทายตอวงการเอดสโลกเทา ๆ กับหรือมากกวาตัวโรคเอดสเสียดวยซํ้าไป1 และแมวาจะมีความพยายาม ระดับนานาชาติในการตอสูกับโรคเอดสและเชื้อเอชไอวี แตปญหาการตีตราและการเลือกปฏิบัติก็ยังคงมีอยู ในกลุมผูที่ขาดความเขาใจในเรื่องการแพรระบาดของโรค การตีตราในกลุมผูติดเชื้อเอชไอวีมีหลายแบบ เชน การปฏิเสธ การโดดเดี่ยว การกลาวโทษและทําให อับอาย เมื่อผูติดเชื้อกลัวการถูกเลือกปฏิบัติก็มักจะทําใหพวกเขาไมกลาที่จะรักษาตัวเอง หรือแมแตจะเปดเผยวา ตนเองเปนผูติดเชื้อ2 ดังนั้น นอกจากการเลือกปฏิบัติจะเปนปญหาในตัวเองแลว ยังมีผลทําใหการปองกันและการ จัดการการแพรระบาดของโรคยุงยากมากขึ้นยิ่งไปกวานั้น การตีตรากลุมผูติดเชื้อยังขยายไปถึงคนรุนตอไปดวย ทําใหพวกเขาตองรับภาระทางจิตใจมากขึ้น โดยเฉพาะกับเด็กที่ตองสูญเสียสมาชิกในครอบครัว และยังตอง เสียโอกาสอื่น ๆ ทั้งในดานการศึกษา และความสัมพันธในสังคม การยุตปิ ญ  หาการตีตราและการเลือกปฏิบตั ติ อ ผูต ดิ เชือ้ เอชไอวี จึงเปนเรือ่ งสําคัญเทา ๆ กับการพัฒนา วัคซีน โดยการใหความรูมีความสําคัญอยางยิ่งในการขจัดปญหาดังกลาว ยุทธศาสตรในการแสดงใหเห็นถึงปญหา การตีตราเปนเรื่องสําคัญสําหรับการปองกันโรคและโปรแกรมการใหความรูจะตองขยายไปในชุมชนเพื่อใหมี ประสิทธิภาพ3 แนวคิดเรื่องการตีตราและการเลือกปฏิบัติมีความเชื่อมโยงตอกัน โดยเฉพาะการตีตราผูติดเชื้อ เอชไอวี เมื่อพวกเขาถูกตีตราจากสังคมหนึ่ง ๆ ก็ทําใหถูกเลือกปฏิบัติหรือถูกกีดกันจากสังคมและอาจถูกละเมิด สิทธิมนุษยชนดวย โดยในหลายประเทศ มีการรายงานถึงกรณีที่ผูติดเชื้อถูกปฏิเสธสิทธิในการรักษาพยาบาล การทํางาน การศึกษา รวมถึงเสรีภาพในการเคลื่อนไหวดวย4 การตีตรา หมายถึง “ภาวะที่บุคคลหรือกลุมชนในสังคมหนึ่งกําหนดวาอะไรคือความแตกตางของ บุคคล ลักษณะของบุคคลที่พึงประสงคหรือไมพึงประสงคควรเปนอยางไร ลักษณะใดที่มีความแตกตางไปจากที่คน สวนใหญประสงคจะถือวามีความเบี่ยงเบนสงผลใหบุคคลสูญเสียชื่อเสียง ไมนาไววางใจหรือเกิดความอับอาย ตลอดจนทําใหบุคคลนั้นรูสึกวาคุณคาตัวตนลดลงในสายตาของสังคม บุคคลที่ไดรับตราบาปหรือถูกตีตราบาปจะ เกิดความรูสึกวา “ตนมีความแตกตางจากผูอื่นอยางที่ไมพึงประสงค” (Undesirable difference) ทั้งนี้คุณลักษณะ ที่จะถูกตีตราบาปดังกลาวขึ้นอยูกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่คนจํานวนมากในสังคมนั้น ๆ มีอํานาจเปน ผูกําหนดขึ้น ซึ่งความหมายของตราบาปเนนไปที่มุมมองของสังคมที่อางอิงจากบรรทัดฐานทางสังคมหลอหลอม รวมกันเปนความรูสึกที่แยกแยะ “ความตาง” (difference) หรือ “ความเบี่ยงเบน” (deviance) สงผลใหบุคคล เกิดการตอตานจากสังคม โดยผูที่ถูกตีตราบาปจะถูกมองจากคนในสังคมวาเปนผูที่มี “ลักษณะเดนที่ทําใหเกิด การเสื่อมเสีย” (Spoiled Identity)5 1 2 3 4 5 Mann, J..Statement at an Informal Briefing on AIDS to the 42nd Session of the United Nations General Assembly, 20 October 1987, New York cited in Richard Parker et.al. HIV/AIDS-related Stigma and Discrimination: A Conceptual Framework and an Agenda for Action. Horizons Program, 2002 [online] available at http://hivaidsclearinghouse.unesco.org/search/resources/horizons.pdf R.Smart. HIV/AIDS-related Stigma and Discrimination. Module 1.4 [online] available at http://www.iiep.unesco.org/fileadmin/ user_upload/Cap_Dev_Training/pdf/1_4.pdf R.Smart. Ibid. UNAIDS.HIV/AIDS-related Stigma, Discrimination and Human Right Violation : Cases Studies of Successful Programme, 2005 [online] available at http://data.unaids.org/publications/irc-pub06/jc999-humrightsviol_en.pdf Erving Goffman. Stigma : Note on the Management of Spoiled Identity. Harmondsworth : Penguins Book, 1963 อางถึงใน นิฮาฟซา หะยีวาเงาะ, ทัศนคติเกีย่ วกับโรคเอดสและการตีตราทางสังคม : กรณีศกึ ษาชุมชนมุสลิมในจังหวัดปตตานี, วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต สาขาพัฒนามนุษย และสังคม (สหสาขาวิชา) บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย, 2555, หนา 18-19.

Select target paragraph3