จากการรวมตัวทางเศรษฐกิจในอาเซียนซึ่งจ�ำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากสมาชิก เช่น การขับไล่ประชากรออกจาก
พื้นที่เพื่อรวบรวมที่ดินในการลงทุน หรือผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อมจากการลงทุนซึ่งมีผลกระทบข้ามพรมแดน เป็นต้น
๗.๒.๓ การพัฒนาตราสารสิทธิมนุษยชนส�ำหรับอาเซียน
ข้อมูลที่แสดงในบทที่ ๕ เกี่ยวกับตราสารสิทธิมนุษยชนในอาเซียนแสดงให้เห็นความท้าทายในการ
พัฒนาตราสารทางกฎหมายในหลายกรณี และประเทศไทยสามารถมีส่วนผลักดันการพัฒนาในประเด็นนี้อย่างน้อยใน
สองด้าน คือ
๑. จากเจตจ�ำนงทางการเมืองสู่พันธกรณีทางกฎหมาย
ในด้านแรก อาเซียนมีตราสารทางการเมืองจ�ำนวนหนึ่งที่ยังมิได้มีการพัฒนาสู่พันธกรณีทาง
กฎหมายซึง่ จะท�ำให้การคุม้ ครองสิทธิมนุษยชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึน้ เช่น ประเด็นการคุม้ ครองแรงงานข้ามชาติ
ประเด็นสิง่ แวดล้อม (นอกเหนือจากหมอกควันข้ามพรมแดน) และทีส่ ำ� คัญ คือ การประกาศใช้ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียน
(AHRD) ซึ่งเป็นตราสารที่ครอบคลุมสิทธิมนุษยชนอย่างหลากหลาย ท�ำให้สามารถพิจารณาหยิบยกประเด็นสิทธิมนุษยชน
ที่มีผลกระทบต่อภูมิภาคหรือที่ยังมิได้มีการด�ำเนินการอย่างจริงจังขึ้นเพื่อผลักดันให้มีการพัฒนาไปสู่ตราสารที่มีผลทาง
กฎหมายต่อไป ประเทศไทย (ซึ่งรวมถึง กสม.) ควรพิจารณาวางแผนในเรื่องนี้เพื่อรองรับการท�ำหน้าที่เป็นประธานอาเซียน
ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒
๒. จากหลักกฎหมายสู่ข้อเท็จจริงของประชาชน
สิ่งที่ส�ำคัญที่สุดส�ำ���รับประชาชนของอาเซียนทั้งสิบประเทศ คือ การได้รับความคุ้มครองสิทธิ
มนุษยชนที่มีผลจริงในทางปฏิบัติ และโดยที่ประชาคมอาเซียนได้ตั้งค�ำขวัญหลักส�ำหรับระยะเวลาสิบปีตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๘
ถึง พ.ศ. ๒๕๖๘ ว่าจะเป็นภูมิภาคที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางและให้ความส�ำคัญกับประชาชน (People-Oriented,
People-Centred) จึงจ�ำเป็นที่ทุกภาคส่วนของอาเซียนและประเทศสมาชิกจะตั้งเป้าหมายและนโยบายในการน�ำ
พันธกรณีต่าง ๆ ที่ได้ให้ไว้ ทั้งที่เป็นทางการเมืองและโดยเฉพาะที่เป็นพันธกรณีทางกฎหมาย มาปฏิบัติให้มีผลอย่างเป็น
รูปธรรมต่อประชาชนต่อไป
๗.๓ ข้อเสนอการวิจัย/ค้นคว้าเพิ่มเติมต่อส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ข้อสรุปที่ปรากฏจากการวิจัยในครั้งนี้ คือ การพัฒนาตราสารสิทธิมนุษยชนในอาเซียนยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
โดยแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาตราสารสิทธิมนุษยชนที่ส�ำคัญ คือ กลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียนโดยเฉพาะคณะกรรมาธิการ
ระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) การวิจัยและค้นคว้าเพื่อให้เกิดข้อมูลหรือฐานข้อมูลเชิงประจักษ์
ที่จะสามารถใช้เป็นแนวทางในการวางแนวนโยบายเพื่อน�ำเสนอภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ถือเป็นประเด็นส�ำคัญที่ต้อง
ด�ำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในส่วนท้ายของรายงานฉบับนี้จึงน�ำเสนอประเด็นที่ กสม. สามารถใช้ประกอบการพิจารณา
เพื่อก�ำหนดเป็นหัวข้อในการวิจัยและค้นคว้าต่อไป เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาทั้งในระดับอาเซียนและในระดับ
ประเทศไทย ซึ่ง กสม. ถือเป็นภาคส่วนยุทธศาสตร์ที่ส�ำคัญ ทั้งนี้ ประเด็นที่น�ำเสนอนี้ เป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้น
98
ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ