จุดร่วมของประเทศสมาชิกอาเซียนในการเป็นภาคีตราสารด้านสิทธิมนุษยชนยังมีเพียงสองฉบับ คือ อนุสัญญาว่าด้วย
สิทธิเด็ก (CRC) และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) โดยสมาชิกอาเซียน
บางประเทศเข้าเป็นภาคีในตราสารด้านสิทธิมนุษยชนเพียง ๓ ฉบับเท่านัน้ นอกจากนัน้ ยังต้องพิจารณาการเข้าเป็นภาคีใน
พิธสี ารเลือกรับ (Optional Protocol) ของตราสารแต่ละฉบับประกอบด้วย ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าแสดงความ
จริงจังและก้าวหน้าในการคุม้ ครองสิทธิเด็ก โดยได้เป็นประเทศแรก (และปัจจุบนั ยังเป็นประเทศเดียว) ในอาเซียนทีเ่ ข้าเป็น
ภาคีพธิ สี ารเลือกรับฉบับที่ ๓ ของอนุสัญญาว่าด้วยสิท��ิเด็ก ซึ่งก�ำหนดกระบวนการร้องเรียนประเทศสมาชิกที่ไม่ปฏิบัติ
ตามพันธกรณีจากอนุสัญญาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังมิได้เข้าเป็นภาคีในพิธีสารเลือกรับตามอนุสัญญา
อื่น ๆ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (CRPD) ทั้งที่ก�ำหนดกระบวนการร้องเรียนการไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญาของ
ประเทศสมาชิก เช่นเดียวกับพิธีสารเลือกรับฉบับที่ ๓ ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเช่นเดียวกัน
ประเด็นทีเ่ กีย่ วข้องกัน คือ การถอนข้อสงวนหรือแถลงการณ์ทมี่ ผี ลเป็นการจ�ำกัดขอบเขตพันธกรณี
ตามตราสารสิทธิมนุษยชน การทีป่ ระเทศสมาชิกเข้าเป็นภาคีตราสารสิทธิมนุษยชน มิได้หมายความว่าจะก่อให้เกิดพันธกรณี
ตามที่ก�ำหนดไว้ในตราสารนั้นอย่างเต็มรูปแบบ หากประเทศดังกล่าวมีข้อสงวน (Reservation) หรือยื่นค�ำแถลงการณ์
ซึ่งจะท�ำให้ขอบเขตการบังคับใช้ตราสารที่เข้าเป็นภาคีจ�ำกัดลง โดยจากข้อมูลที่ปรากฏเป็นตัวอย่างในตารางที่ ๘ แสดง
ให้เห็นว่า แม้แต่ในอนุสญ
ั ญาด้านเด็กและสตรี ซึง่ ประเทศสมาชิกอาเซียนทัง้ สิบประเทศได้เข้าเป็นภาคีแล้ว ก็ยงั มีขอบเขต
การปฏิบัติการที่แตกต่างกัน สมควรที่ประเทศไทยจะแสดงความเป็นผู้น�ำโดยการพิจารณาถอนข้อสงวนหรือเพิกถอน
ค�ำแถลงการณ์ตา่ ง ๆ ทีไ่ ด้ยนื่ ในการเข้าเป็นภาคีตราสารสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ เพือ่ แสดงให้ประเทศสมาชิกอืน่ เห็นถึงแนวทาง
ที่สมควรด�ำเนินการในเรื่องดังกล่าว
ประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับตราสารสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ คือ การเสริมสร้างมาตรการภายใน
ประเทศที่ท�ำให้การอนุวัติการตามพันธกรณีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นประเด็นที่ส�ำคัญที่สุด เนื่องจากการส่งเสริม
และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพที่สุด ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์ว่า นอกจากประเทศต่าง ๆ จะได้
เข้าเป็นภาคีตราสารสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นเงื่อนไขเชิงกระบวนการแล้ว ประเทศที่เป็นภาคีดังกล่าว ได้อนุวัติการให้เป็นไป
ตามพันธกรณีหรือไม่ อย่างไร มิเช่นนั้นการเข้าเป็นภาคีย่อมมีคุณค่าเพียงในเชิงสัญลักษณ์และใช้เป็นผลงานทางการเมือง
ระหว่างประเทศที่ไม่ส่งผลดีอย่างแท้จริงต่อประชาชนในประเทศภาคี หากพิจารณาจากตารางที่ ๙ ซึ่งแสดงการเข้าเป็น
ภาคีของประเทศสมาชิกอาเซียนในตราสารสิทธิมนุษยชนทั้ง ๙ ฉบับ จะเห็นได้ว่าบางประเทศได้เข้าเป็นภาคีเกือบทุกหรือ
ทุกฉบับ แต่ในทางปฏิบัติยังปรากฏประเด็นปัญหาการให้ความคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามตราสารต่างๆ ที่ได้เข้าเป็นภาคี
อยู่อีกมากมาย ส�ำหรับประเทศไทยซึ่งได้เป็นภาคีในตราสารสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศแล้ว ๗ ฉบับจึงจ�ำต้องด�ำเนิน
การอนุวัติการตามพันธกรณีอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งสามประเด็นที่ได้เสนอเป็นแนวทางข้างต้นนั้น ล้วนเป็นประเด็นที่ประเทศไทยได้แสดงท่าทีต่อ
นานาประเทศว่าสามารถด�ำเนินการได้ โดยในการพิจารณารายงานของประเทศไทยในกระบวนการทบทวนสถานการณ์
สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review) ที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (Human
Rights Council)59
59
รายงานการด�ำเนินการตามข้อแนะน�ำและค�ำมั่นโดยสมัครใจของประเทศไทยในรอบการพิจารณาสถานการณ์สิทธิมนุษยชน
รอบแรก (Highlights of Thailand’s implementation of recommendations and voluntary pledges under the first cycle
of the Universal Periodic Review 2012-2014 (Mid-term update)) สืบค้นจาก http://ohchr.org/EN/HRBodies/UPR/Pages/
UPRImplementation.aspx เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๘
94
ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ