รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำ�ปี ๒๕๕๗
ในส่ ว นของกระบวนการยุ ติ ธ รรม รั ฐ บาลมี ค วามพยายามที่ จ ะลดผลกระทบของปั ญ หา
อั น เนื่ อ งมาจากการประกาศใช้ ก ฎหมายพิ เ ศษด้ า นความมั่ น คงในพื้ น ที่ จั ง หวั ด ชายแดนภาคใต้ เช่ น
การประกาศ “ระเบียบแนวทางปฏิบัติในการตรวจค้นเคหะสถานพื้นที่เป้าหมาย และการตรวจค้นตัว
บุ ค คลต้ อ งสงสั ย ” เพื่ อ ลดเหตุ แ ห่ ง การถู ก ละเมิ ด สิ ท ธิ ข องประชาชนในกรณี ก ารนำ � ตั ว ผู้ ต้ อ งสงสั ย ไป
ซักถามโดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับ การกำ�หนด “ขั้นตอนปฏิบัติเกี่ยวกับการรับตัวบุคคลต้องสงสัย
ในคดีความมั่นคง” และ “แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการขอเยี่ยมผู้ที่ถูกควบคุมตัวภายใต้กฎหมายความ
มั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อป้องกันมิให้เกิดการทรมานผู้ถูกควบคุมตัว และสร้างความเชื่อมั่นให้
กั บ ประชาชนต่ อ การปฏิ บั ติ ง านของเจ้ า หน้ า ที่ นอกจากนี้ รั ฐ ยั ง ได้ พั ฒ นาพื้ น ที่ ต้ น แบบเพื่ อ ยุ ติ ก ารใช้
กฎหมายพิ เ ศษด้ า นความมั่ น คงในพื้ น ที่ จั ง หวั ด ชายแดนภาคใต้ โดยกำ � หนดยุ ท ธศาสตร์ ใ นการแก้ ไข
สถานการณ์ ใ นจั ง หวั ด ชายแดนภาคใต้ ชื่ อ “ทุ่ ง ยางแดงโมเดล” ซึ่ ง เป็ น การทำ � งานในเชิ ง บู ร ณาการ
เน้ น ให้ ป ระชาชนในพื้ น ที่ เข้ า ถึ ง และมี ส่ ว นร่ ว มในการแก้ ไขปั ญ หา นำ � มาซึ่ ง ชุ ม ชนเข้ ม แข็ ง ประชาชน
สามารถดู แ ลปกป้ อ งตนเอง ครอบครั ว และชุ ม ชนได้ เพื่ อ ลดบทบาทของเจ้ า หน้ า ที่ ท หารในการใช้
อำ�นาจตามกฎหมายพิเศษ การใช้กำ�ลังหรือการใช้อาวุธ รวมถึงการใช้กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์
ในการเก็บรวบรวมสารพันธุกรรม (DNA) เพื่อใช้ในการออกหมายจับ ถือเป็นกระบวนการที่แม่นยำ� ทำ�ให้
เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กสม. จึงเห็นว่า
รัฐควรกำ�ชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตามระเบียบหรือขั้นตอนที่กำ�หนดไว้อย่างเคร่งครัด ตามแนวทาง
ของ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่ ว นหน้ า ๒๔ อนึ่ ง กสม. เห็ น ว่ า รั ฐ บาลควรเร่ ง การอนุ วั ติ ก ฎหมายไทยตาม
อนุ สั ญ ญาต่ อ ต้ า นการทรมานและการประติ บั ติ ห รื อ การลงโทษอื่ น ที่ โ หดร้ า ย ไร้ ม นุ ษ ยธรรม หรื อ
ที่ ย่ำ � ยี ศั ก ดิ์ ศ รี (CAT) ตลอดจนอนุ สั ญ ญาว่ า ด้ ว ยการคุ้ ม ครองบุ ค คลทุ ก คนจากการหายสาบสู ญ โดย
ถูกบังคับ (CED) รวมถึงการจัดตั้ง กลไกอิสระในการตรวจเยี่ยมสถานที่เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน
(National Preventive Mechanism : NPM) เพื่ อ เตรี ย มการเข้ า เป็ น ภาคี พิ ธี ส ารต่ อ ท้ า ยอนุ สั ญ ญา
ต่ อ ต้ า นการทรมานฯ และการเร่ ง เข้ า เป็ น ภาคี อ นุ สั ญ ญาว่ า ด้ ว ยการคุ้ ม ครองบุ ค คลทุ ก คนจากการ
หายสาบสูญโดยถูกบังคับ
๒๔ มีการดำ�เนินการ ดังนี้ (๑) การเน้นย้ำ�กำ�ลังพลให้ปฏิบัติตามอำ�นาจ หน้าที่ ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (๒) การ
ออกระเบียบการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย เป็นระเบียบปฏิบัติเดียวกันของทุกหน่วยซักถาม (๓) การจัดโครงการอบรมเกี่ยวกับหลัก
สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแก่ เจ้ า หน้ า ที่ ห น่ ว ยงานความมั่ น คง ระดั บ หน่ ว ยเฉพาะกิ จ โดยได้ รั บ การอบรมจากกรมคุ้ ม ครองสิ ท ธิ แ ละ
เสรี ภ าพ กระทรวงยุ ติ ธ รรม เพื่ อ ให้ รู้ ถึ ง หลั ก สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน และหลั ก การปฏิ บั ติ ข องเจ้ า หน้ า ที่ เ พื่ อ มิ ใ ห้ เ กิ ด การละเมิ ด
(๔) การกำ�ชับให้ทุกหน่วยควบคุมตัว ต้องทำ�บันทึกหลักฐานการควบคุมตัว ตั้งแต่เริ่มนำ�ผู้ต้องสงสัยออกจากพื้นที่ โดยมีการลงนาม
เป็นบันทึกหลักฐานกับญาติ ผู้นำ�ท้องถิ่นเป็นพยานรับรู้ รับทราบ พร้อมทั้งแจ้งสาเหตุ และสถานที่ในการควบคุมตัวเพื่อให้ญาติ
คลายความกังวลใจ (๕) การตรวจร่างกายจากแพทย์ และจัดทำ�บันทึกการตรวจร่างกายไว้ทุกขั้นตอน เพื่อเป็นหลักฐานยืนยัน
ก่อนส่งตัวออกไปยังหน่วยซักถาม (๖) การกำ�หนดให้มีระเบียบการเยี่ยมญาติที่ทำ�ได้ทุกวัน และปฏิบัติเหมือนกันในทุกหน่วย
(๗) การติดตั้งกล้องวงจรปิด บันทึกสภาพความเป็นอยู่ และการซักถามในแต่ละครั้ง เพื่อประกอบเป็นหลักฐานหากมีการ
ร้องทุกข์/ร้องเรียน และ (๘) การกำ�หนดมาตรการลงโทษอย่างหนักแก่กำ�ลังพลที่ประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสม จนก่อให้เกิด
ปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัว
73