14
รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำ�ปี ๒๕๕๗
ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐได้มีนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ� โดยออก
กฎหมาย และมาตรการต่าง ๆ อาทิ การส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคทางเพศ การมีนโยบายหรือ
มาตรการช่วยเหลือแก่คนพิการ และผู้สูงอายุในลักษณะการสร้างการอยู่ร่วมกันภายในสังคม (Social
Inclusion) และการจัดการศึกษาเพื่อการส่งเสริมพหุลักษณ์ทางสังคมและวัฒนธรรม เป็นต้น แต่ก็ยัง
ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน
อุปสรรคสำ�คัญที่พบ ได้แก่ การกระจุกตัวหรือรวมศูนย์อำ�นาจการตัดสินใจไว้ที่หน่วยราชการ
ส่ ว นกลาง รวมถึ ง การดำ � เนิ น นโยบายที่ ร วมศู น ย์ อำ � นาจครอบคลุ ม ในมิ ติ ต่ า ง ๆ ทั้ ง ด้ า นการจั ด การ
ทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และการเมืองการปกครอง ตลอดจนการที่ประชาชนและชุมชน
ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และขาดการมีส่วนร่วมในการกำ�หนดนโยบายและตัดสินใจอย่างแท้จริง
นอกจากนั้น ยังมีปัญหาในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีความรุนแรง
ยิ่งขึ้นจากโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ ซึ่งมักพบว่า การดำ�เนินโครงการ
ของทั้ ง รั ฐ และเอกชนมิ ไ ด้ เ คารพสิ ท ธิ ข องประชาชนและชุ ม ชนที่ ไ ด้ รั บ การประกั น ตามรั ฐ ธรรมนู ญ
หลายโครงการมิได้มีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ตลอดจนกระบวนการประเมินผลดังกล่าว ขาดความเป็นอิสระและไม่ครบถ้วนเพียงพอตามหลักวิชาการ
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีกลุ่มบุคคลที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและสวัสดิการจากรัฐได้อย่างทั่วถึง และ/
หรือมีคุณภาพที่เพียงพอ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มคนพิการ กลุ่มคนชายขอบ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเด็กและสตรี
อีกทั้งกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการคิดและตัดสินใจ ยังไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เข้าไป
มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำ�ให้เกิดผลกระทบต่อการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน ตลอดจนไม่สามารถ
ตอบสนองต่อความต้องการ หรือแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้อย่างแท้จริง
สถานการณ์ สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนของประเทศไทยในปี ๒๕๕๗ ในภาวะที่ ป ระเทศไทยอยู่ ภ ายใต้
การปกครองของรั ฐ บาลที่ แ ต่ ง ตั้ ง โดยคณะรั ก ษาความสงบแห่ ง ชาติ (คสช.) ตลอดจนการประกาศใช้
รั ฐ ธรรมนู ญ แห่ ง ราชอาณาจั ก รไทย (ฉบั บ ชั่ ว คราว) พุ ท ธศั ก ราช ๒๕๕๗ และอยู่ ใ นระหว่ า งการร่ า ง
รั ฐ ธรรมนู ญ ฉบั บ ถาวร กสม. เห็ น ความสำ � คั ญ ที่ รั ฐ บาลจะต้ อ งส่ ง เสริ ม และคุ้ ม ครองสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน
โดยยึดหลักการปกครองโดยระบบนิติรัฐและนิติธรรม การใช้กฎหมายพิเศษ ตลอดจนการจำ�กัดและลิดรอน
สิทธิเสรีภาพควรกระทำ�เท่าที่จำ�เป็นและได้สัดส่วนที่เหมาะสมกับความรุนแรงของสถานการณ์เท่านั้น
นอกจากนี้ รัฐควรเปิดโอกาสรับฟังความเห็นของประชาชนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการดำ�เนิน
นโยบายและมาตรการของรัฐอย่างแท้จริง
สำ�หรับข้อท้าทายหรือปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เช่น การที่สังคมไทยกำ�ลังจะก้าว
เข้าสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า ปัญหาการเคลื่อนย้ายคนข้ามพรมแดน
ทั้งที่เป็นแรงงาน ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ รวมถึงกระบวนการอาชญากรรมข้ามชาติของ
การค้ามนุษย์ ตลอดจนการลงทุนของธุรกิจข้ามพรมแดน ล้วนก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มี
แนวโน้มเพิ่มสูง และซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะต้องเตรียมการป้องกัน
และแก้ไขปัญหาให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต