57 (11) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถหรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบหรือมีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการหรือเป็นโรคที่ระบุไว้ในกฎกระทรวง และ (12) เป็นผู้ที่คณะกรรมการแพทย์มีจํานวนไม่น้อยกว่าสามคน ซึ่ง ก.อ.จะได้กําหนด ได้ตรวจร่างกายและจิตใจแล้ว และ ก.อ. ได้พิจารณารายงานของแพทย์ เห็นว่าสมควรรับสมัครได้…” คณะกรรมการอัยการอาศัยอํานาจตามมาตรา 33(11) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝุายอัยการ พ.ศ.2521 จึงมีคําสั่งตัดสิทธิสอบนายศิริมิตร บุญมูล และนายศิริมิตร ได้โต้แย้งว่าคําสั่ง ตัดสิทธิสอบคัดเลือกเพื่อเป็นข้าราชการอัยการในตําแหน่งอัยการผู้ช่วย ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 คดีนี้มีข้อโต้แย้งเนื่องมาจากประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการ ในตําแหน่งอัยการผู้ช่วย ใน พ.ศ.2544 ที่มีขั้นตอนการรับสมัคร ดังนี้ 1.ให้ผู้สมัครขอรับใบสมัครและยื่นใบสมัคร สอบคัดเลือก 2.เมื่อเจ้าหน้าที่รับใบสมัครสอบคัดเลือกไว้แล้วจะจัดให้คณะกรรมการแพทย์ซึ่งคณะกรรมการ อัยการ (ก.อ.) กําหนดตรวจสุขภาพร่างกายและจิตใจของผู้สมัคร และ 3.คณะกรรมการอัยการจะทําการตรวจ คุณสมบัติของผู้สมัคร แล้วจึงประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบคัดเลือก ในการสมัครสอบคราวนี้ นายศิริมิตร บุญมูล ได้ยื่นใบสมัครพร้อมทั้งเข้ารับการตรวจสุข ภาพกายและสุขภาพจิต จากรายงานผลการตรวจสุขภาพ คณะกรรมการแพทย์ได้รายงานว่า นายศิริมิตรมีรูปกายพิการ กล้ามเนื้อแขนลีบจนถึงปลายมือทั้งสองข้าง กล้ามเนื้อขาลีบจนถึงปลายขาทั้งสองข้าง เดินขากะเผลก กระดูกสันหลังคด เมื่อคณะกรรมการอัยการพิจารณา คุณสมบัติ จึงมีความเห็นว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติเนื่องจากมีกายพิการจึงมีมติไม่ควรรับสมัคร นายศิริมิตรจึงยื่น ฟูองคดีต่อศาลปกครองโดยเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 30 แห่งรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย ศาลปกครองได้พิจารณาโดยให้คําอธิบายว่า หลักความเสมอภาคได้วางไว้ให้องค์กร ต่างๆ ของรัฐรวมถึงฝุายปกครองต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่เหมือนกันในสาระสําคัญอย่างเดียวกัน และปฏิบัติต่อ บุคคลที่แตกต่างกันในสาระสําคัญต่างกันออกไปตามลักษณะเฉพาะของแต่ละคน การที่บุคคลใดมีความ แตกต่างกัน แต่ได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน หรือบุคคลที่เหมือนกันได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างไป ย่อมเป็นการ ขัดต่อหลักความเสมอภาค แสดงให้เห็นว่า หลักความเสมอภาคไม่ได้บังคับให้ต้องปฏิบัติต่อแต่ละบุคคล เหมือนกัน แต่หลักแห่งความเสมอภาคเห็นควรที่จะปฏิบัติต่อแต่ละบุคคลให้แตกต่างกันไปตามลักษณะเฉพาะ ของแต่ละบุคคล หากบุคคลเหล่านั้นมีลักษณะเฉพาะที���เป็นสาระสําคัญเหมือนกัน ต้องปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเป็น อย่างเดียวกัน ซึ่งตามวรรคสาม ของมาตรา 30 ได้กําหนดเหตุแห่งความแตกต่างไว้ ในเรื่องถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทาง ศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หากนําเหตุ ต่างๆ เหล่านี้มาอ้างเพื่อปฏิบัติให้แตกต่างกัน ถ้าเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ย่อมเป็นการเลือกปฏิบัติ หากมี การเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเพราะความแตกต่าง หากไม่มีเหตุผลควรค่าแก่การรับฟังย่อมถือเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมอันขัดต่อมาตรา 30 วรรคสามของรัฐธรรมนูญ

Select target paragraph3