49 จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 การให้ความคุ้มครองให้ชายหญิงมีความเสมอภาคกันและห้ามมิให้มีการ เลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อบุคคล มีบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาอย่างผิวเผินแล้ว จะทําให้เข้าใจได้ว่าบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองทั่วทุกภาคส่วนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐหรือเอกชน ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าสิทธิตามรัฐธรรมนู ญ เป็นเอกสารที่ใช้ยันระหว่างรัฐกับประชาชน องค์กรของรัฐเท่านั้นที่จะละเมิดสิทธิ เสรีภาพที่รัฐธรรมนูญให้การ คุ้มครองไว้ไม่ได้ รั ฐ ธรรมนู ญไม่อาจให้ ความคุ้มครองเอกชนและเอกชนด้ว ยกัน หากต้องการให้ คุ้มครอง ดังกล่าว รัฐต้องกฎหมายออกมาเพื่อรองรับในการห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติในภาคเอกชน ทําให้รัฐธรรมนูญ ไม่คุ้มครองไปถึงการเลือกปฏิบัติระหว่างเอกชนด้วยกัน จะมีบัญญัติคุ้มครองเป็นพิเศษเฉพาะในส่วนแรงงาน ภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่ให้ความคุ้มครองลูกจ้าง โดยให้นายจ้าง ปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงอย่างเท่าเทียมกัน 2.6.3 แนวคาพิพากษาของศาลไทยเกี่ยวกับแนวคิดการเลือกปฏิบัติ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการอ้างถึงการเลือกปฏิบัติในคําวินิจฉัยไว้เป็นคดีแรก ในคําวินิจฉัยศาล รัฐธรรมนูญที่ 5/2542 โดยศาลได้ให้คําอธิบายเกี่ยวกับแนวคิดการเลือกปฏิบัติที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญว่า การกําหนดให้สถาบันการเงินคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ได้ตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม ของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 แม้จะมีการบัญญัติแตกต่างไปจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ที่ห้ามมิให้คิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี แต่เมื่อสถาบันการเงิน มีอํานาจคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้ อยละ 15 ได้ตามที่กฎหมายกําหนด โดยมีความจําเป็นในการแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจของประเทศ จึงไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ต่อมาในคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 34-53/2543 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) ที่บัญญัติไว้อย่างแตกต่างกันระหว่างบุคคล ในวรรคหนึ่ง (2) คือ ข้าราชการหรือลูกจ้างของรัฐ และบุคคลในวรรคหนึ่ง (3) คือบุคคล น��กเหนือจากข้าราชการ และพนักงานของรัฐ ในการให้ดุลพินิจศาลในการกําหนดให้เงินของลูกหนี้ตามคําพิพากษาต้องถูกบังคับคดีหรือไม่ ในกรณีที่เป็นบุคคลในวรรคหนึ่ง (2) จะได้รับความคุ้มครองทําให้เงินเดือน ค่าจ้าง บํานาญ ไม่อยู่ในข่ายแห่ง การบังคับคดี แต่บุคคลในวรรคหนึ่ง (3) เงินประเภทเดียวกันอาจถูกบังคับคดีได้ เป็นการที่กฎหมายบัญญัติไว้ อย่างแตกต่างกัน เมื่อพิจารณาประกอบกับสิทธิของข้าราชการ ลูกจ้างของรั ฐ อาจถูกจํากัดให้ไม่สามารถไป ประกอบอาชีพอื่นได้ ไม่มีสิทธิเสรีภาพเหมือนคนทั่วไป นอกจากนี้แม้บุคคลในวรรคหนึ่ง (3) อาจถูกบังคับคดี ได้จากจํานวนเงินดังกล่าว แต่กฎหมายก็ให้สิทธิอุทธรณ์ การกําหนดจํานวนเงินจึงไม่เป็นการเลือกปฏิบัติที่ ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ศาลปกครองได้นํามาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญมาประกอบคําวินิจฉัยเมื่อมีการอ้างถึง การเลือกปฏิบัติในคดีต่างๆ ด้วย

Select target paragraph3