45 “มาตรา 4 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทย มีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้” รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 30 บัญญัติไว้ว่า “มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่น กําหนด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายภาพหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือ สั ง คม ความเชื่ อ ทางศาสนา การศึ กษาอบรมหรื อ ความคิ ด เห็ น ทางการเมื อ งอัน ไม่ขั ด ต่อ บทบั ญ ญัติ แ ห่ ง รัฐธรรมนูญ จะกระทํามิได้ มาตรการที่รัฐกําหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและ เสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม" จะเห็ น ได้ว่ าในรัฐ ธรรมนู ญของไทยมิ ได้มี การให้ คํา นิยามการเลื อกปฏิบัติ ไว้ว่ า มีความหมายว่าอย่างไร แตกต่างกับในกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายของสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และสวีเดน แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัตินี้ หมายความว่า ตามหลักความเสมอภาคตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง ไว้ในมาตรา 30 กําหนดให้มีการเลือกปฏิบัติได้ แต่ต้องเป็นการเลือกปฏิบัติที่เป็นธรรมคือการเลือกปฏิบัติกับ บุคคลที่แตกต่างกันเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันโดยการเลือกปฏิบัตินั้นจะต้องมีเหตุผลควรแก่การรับฟังได้ การเลือกปฏิบัติโดยเป็นธรรมคือการให้สิท���ิพิเศษหรืออภิสิทธิ์แก่บุคคลใดเหนือกว่าบุคคลหนึ่งเพื่อให้บุคคลที่ ด้อยกว่าเกิดความเท่าเทียมกันกับบุคคลที่เหนือกว่า การเลือกปฏิบัติที่รัฐธรรมนูญห้ามตามหลักความเสมอภาค คือ "การเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรม" (Unfair discrimination) การปฏิบัติต่อบุคคลที่แตกต่างกัน (Different treatment) สามารถกระทําได้ เพียงแต่มีข้อจํากัด 2 ประการเท่านั้น คือ 1) ห้ามมิให้ แบ่งแยกบุคคลออกเป็นประเภทโดย คํานึงถึงศาสนา นิกาย ลัทธินิยม 2) การปฏิบัติต่อบุคคลที่ถูกแบ่งแยกประเภทแตกต่างกันจะกระทําได้และบาง กรณีจําเป็นต้องกระทําด้วย แต่การเลือกปฏิบัติเช่นว่านี้จะต้องมีเหตุผลอันหนักแน่นควรค่าแก่การรับฟังได้ (Raison objectivement plausible) เมื่อ "บุคคลที่เหมือนกันในสาระสําคัญจะต้องปฏิบัติเหมือนกัน และ บุคคลที่ต่างกันในสาระสําคัญจะต้องปฏิบัติแตกต่างกัน" ตามหลักการเลือกปฏิบัติโดยเป็นธรรม จากการทบทวนความหมายของการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมดังกล่าวมา คณะผู้วิจัยได้ สรุปความหมายสําหรับการวิจัยในครั้งนี้ว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม (Unfair discrimination) หมายถึง การกระทําหรือไม่กระทําการใด อันเป็นการแบ่งแยก กีดกันหรือจํากัดสิทธิประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือ ทางอ้อม โดยปราศจากความชอบธรรมต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล อันเนื่องจากความแตกต่างในลักษณะใด ลักษณะหนึ่ง อาทิ เชื้อชาติ เพศ ศาสนา ภาษา สภาพทางกาย สุขภาพ หรือสถานภาพอื่นๆ เป็นต้น”

Select target paragraph3