รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๖๑
ให้ ป ฏิ บั ติ ห น้ า ที่ โ ดยปราศจากความรุ น แรงทุ ก รู ป แบบ
รวมทั้ ง พิ จ ารณาก� ำ หนดหลั ก เกณฑ์ ห รื อ แนวปฏิ บั ติ
ต่ อ ทหารที่ ก ระท� ำ ความผิ ด โดยค� ำ นึ ง ถึ ง ศั ก ดิ์ ศ รี
ความเป็นมนุษย์ ก� ำ หนดมาตรการช่ ว ยเหลื อ เยี ย วยา
ผู้เสียหายและครอบครัว และก�ำหนดแนวทางป้องกัน
ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ต่อไป๖๕
โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะด�ำเนินการเร่งรัดสืบสวน
สอบสวนเพือ่ หาพยานหลักฐานเพิม่ เติม โดยไม่มกี รอบระยะ
เวลาของการท�ำงาน และจะอาศัยข้อมูลที่เคยรวบรวมได้
ก่อนหน้านีเ้ ป็นแนวทางในการท�ำคดีตอ่ ไป๖๘ ส�ำหรับการรับ
เรื่องร้องเรียนของ กสม. ในปี ๒๕๖๑ พบว่า ยังไม่มี
การร้องเรียนเกี่ยวกับการบังคับให้สูบหาย
ในส่ ว นการบั ง คั บ ให้ สู ญ หาย แม้ ที่ ผ ่ า นมาคณะท� ำ งาน
ของสหประชาชาติ ว ่ า ด้ ว ยการบั ง คั บ ให้ บุ ค คลสู ญ หาย
หรื อ โดยไม่ ส มั ค รใจได้ รั บ เรื่ อ งร้ อ งเรี ย นกรณี บุ ค คล
ถู ก บั ง คั บ ให้ สู ญ หายในประเทศไทยที่ ยั ง ไม่ ไ ด้ รั บ
การคลี่คลายอยู่ถึง ๘๒ กรณี๖๖ แต่การด�ำเนินการของรัฐ
เพื่ อ ติ ด ตามช่ ว ยเหลื อ ผู ้ ถู ก กระท� ำ ให้ สู ญ หาย รวมถึ ง
การน�ำตัวผูก้ ระท�ำผิดเข้าสูก่ ระบวนการยุตธิ รรมยังค่อนข้าง
ล่าช้า กรณีตัวอย่างที่ส�ำคัญนอกจากการบังคับสูญหาย
ของทนายสมชาย นี ล ะไพจิ ต ร ที่ ค รอบครั ว ใช้ ร ะยะ
เวลาในการต่ อ สู ้ ค ดี ม าอย่ า งยาวนานและพบข้ อ จ� ำ กั ด
ทางกฎหมายในการพิสูจน์ความจริงรวมถึงการขอเข้าเป็น
โจทก์รว่ มกับพนักงานอัยการแล้ว ยังมีการบังคับสูญหายอีก
กรณีที่ส�ำคัญ คือ กรณีหายตัวของนายพอละจี รักจงเจริญ
(บิลลี่) เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๗ ที่เชื่อมโยงกับการ
ควบคุ ม ตั ว ของเจ้ า หน้ า ที่ ข องรั ฐ แม้ ต ่ อ มาภรรยาของ
นายพอละจีได้ร้องขอต่อศาลให้ไต่สวนความชอบด้วย
กฎหมายของการควบคุมตัวดังกล่าว แต่ในชั้นพิจารณา
ของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า
นายพอละจีมีชะตากรรมอย่างไร กระทั่งในปี ๒๕๕๘
ศาลฎี ก าได้ มี ค� ำ พิ พ ากษายื น ตามศาลอุ ท ธรณ์ แ ละ
ศาลชั้ น ต้ น ให้ ย กฟ้ อ งคดี เ นื่ อ งจากไม่ มี พ ยานหลั ก ฐาน
ที่น่าเชื่อถือที่จะเอาผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐ๖๗ ต่อมาเมื่อวันที่
๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๑ กรณีนี้มีความคืบหน้าในเชิงบวก
มากขึ้ น เมื่ อ การประชุ ม คณะกรรมการคดี พิ เ ศษ
ในกรมสอบสวนคดีพเิ ศษ กระทรวงยุตธิ รรม ครัง้ ที่ ๑/๒๕๖๑
เมื่ อ วั น ที่ ๒๘ มิ ถุ น ายน ๒๕๖๑ มี ม ติ ใ ห้ รั บ คดี
การหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ เป็นคดีพิเศษ
การประเมินสถานการณ์ ปัญหาและอุปสรรค
คณะรั ฐ มนตรี และกระทรวงยุ ติ ธ รรมมี ค วามพยายาม
อย่างต่อเนื่องในการเสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและ
ปราบปรามการทรมานและการกระท�ำให้บุคคลสูญหายฯ
สร้างกลไกในการรับเรื่องร้องเรียน ตรวจสอบ และป้องกัน
การกระท�ำทรมานและการบังคับให้สูญหาย รวมถึงมีกรณี
การบังคับสูญหายที่หน่วยงานที่เป็นกลางรับไว้ด�ำเนินการ
อันเป็นการสอดคล้องกับข้อเสนอแนะที่ได้รับจากประเทศ
ต่าง ๆ และค�ำมั่นโดยสมัครใจของประเทศไทยภายใต้
กลไก UPR รอบที่ ๒ และข้อสังเกตของคณะกรรมการ
ประจ�ำกติกา ICCPR ต่อรายงานการปฏิบัติตามกติกาฯ
ฉบับที่สองของประเทศไทย เมื่อปี ๒๕๖๐ กล่าวคือ
จาก ข่าวประชาสัมพันธ์ กสม. ชี้การลงโทษโดยการซ้อมทรมานพลทหารจนได้รับบาดเจ็บ – เสียชีวิต ถือเป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะกองทัพบก วางระเบียบการปฏิบัติต่อ
ทหารตามหลักสิทธิมนุษยชนและให้ใช้บังคับทั่วปร���เทศ, โดย ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ๒๕๖๑. สืบค้นจาก http://www.nhrc.or.th/NHRCT-Work/
Statements-Press-Releases-Open-Letters/Press-Releases/กสม-ชี้การลงโทษโดยการซ้อมทรมานพลทหารจนได้รับบาดเจ็บ.aspx
๖๖
จาก ยูเอ็นยินดีไทยลงนามสัตยาบัน ให้การอุม้ -ทรมานเป็นความผิด เผย มี 82 กรณีคา้ งอยู,่ โดย มติชนออนไลน์, ๒๕๕๙. สืบค้นจาก https://www.matichon.co.th/politics/
news_149089
๖๗
จาก 2 ปี การหายตัวไปของบิลลี่ กับสถานการณ์การอุม้ หายในไทย, โดย ส�ำนักข่าวอิศรา, ๒๕๕๙. สืบค้นจาก https://www.isranews.org/isranews-scoop/46288-artical_
462883.html
๖๘
จาก ดีเอสไอ รับคดีบิลลี่หายเป็นคดีพิเศษ, โดย ประชาไท, ๒๕๖๑. สืบค้นจาก https://prachatai.com/journal/2018/06/77607
๖๕
68