ในการพัฒนาที่ได้รับการรับรองจากสมัชชาสหประชาชาติ เม่ื่อปี ๒๕๒๙ และได้รับการยืนยันโดยที่ประชุมระดับโลก ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในปฏิญญาเวียนนาและแผนปฏิบตั กิ าร เมื่อปี ๒๕๓๖ ๓) หลักการจํากัดสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งปรากฏในข้อ ๒๙ ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน สามารถกระทําได้ โดยต้องกําหนดเป็นกฎหมายและเป็นไปเพื่อประโยชน์ ในการเคารพสิ ท ธิ แ ละเสรี ภ าพของผู ้ อ ่ื น และเพื่ อ เหตุ ความจําเป็นทีช่ อบธรรมในการรักษาศีลธรรมอันดีและความสงบ เรียบร้อยอันพึงมีสําหรับสังคมประชาธิปไตย ๒.๓.๒ ลักษณะของสิทธิ และการดําเนินมาตรการ และการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนให้เป็นจริง จําแนกเป็น ๑) สิทธิแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด (non-derogable rights) ซึง่ มิอาจเพิกถอนหรือลิดรอนได้ ไม่วา่ จะอยูใ่ นสถานการณ์ใด ก็ตาม เช่น สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ สิทธิที่จะไม่ถูกทรมาน และ ในกรณีที่เป็นสิทธิที่รัฐอาจจํากัด หรือเพิกถอนได้ชั่วคราว (derogable rights) ในบางสถานการณ์ ที่ ก ฎหมาย สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนระหว่ า งประเทศยิ น ยอมให้ รั ฐ กระทํา ได้ เพื่อวัตถุประสงค์บางประการ ได้แก่ ความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือเพ่อื่ ศีลธรรม ซึง่ เป็น หลักการที่ปรากฏในข้อ ๔ ของกติกา ICCPR ทั้งนี้ รัฐต้อง ดํ า เนิ น การตามแนวทางที่ เ ป็ น ที่ ย อมรั บ ตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ เช่น มีการบัญญัตไิ ว้เป็นกฎหมายทีช่ ดั เจน เป็นไปเพื่อเหตุผลที่ชอบธรรม รัฐไม่สามารถหาวิธีการอื่น มาทดแทนได้ และการใช้อย่างจํากัดและเท่าที่จําเป็น ได้สัดส่วนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และเป็นมาตรการ จําเป็นในสังคมประชาธิปไตย เป็นต้น ซึ่งเป็นแนวทาง ที่สอดคล้องกับข้อ ๒๙ ของหลักการของปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่กล่าวถึงข้างต้น บทนำ� รายงานผลการประเมินสถานการณ์ดา้ นสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๖๑ ๒) สิทธิบางประเภทที่รัฐจะสามารถทําให้ก้าวหน้าหรือ เป็นจริงได้ โดยต้องดําเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใต้ ทรัพยากรที่มีอยู่ (progressive realization of rights) ซึ่ ง รั ฐ จํ า เป็ น ต้ อ งแสดงความมุ ่ ง มั่ น และมี แ นวทาง การดําเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ มีการกําหนด ให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน เช่น มีแผน การปฏิบัติงาน ระยะเวลา กําลังบุคลากร ผู้รับผิดชอบ และการติดตามผลการปฏิบัติอย่างแท้จริง มีการจัดสรร ทรัพยากรอย่างเพียงพอ/เหมาะสม (maximum available resources) และในการดําเนินการตามแผนงานดังกล่าว ต้ อ งไม่ มี ก ารเลื อ กปฏิ บั ติ ด ้ ว ยเหตุ แ ห่ ง ความแตกต่ า ง ที่ต้องห้ามตามหลักการสิทธิมนุษยชน ๒.๓.๓ ความผูกพันทางกฎหมาย และหน้าทีข่ องภาค ส่วนต่าง ๆ ที่เก่ี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน จําแนกเป็น รัฐ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ (duty-bearer) ในการส่งเสริม และคุม้ ครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลทีอ่ ยูใ่ นเขตอาํ นาจรัฐ (jurisdiction) มีหน้าที่ใน ๓ ด้าน คือ หน้าที่ในการเคารพ (Obligation to respect) รัฐต้องไม่แทรกแซงการใช้สทิ ธิของประชาชน และไม่กระท�ำการ หรือละเว้นการกระท�ำใด ๆ ทีเ่ ป็นการกระท�ำละเมิดสิทธิมนุษยชน หน้าที่ในการคุ้มครอง (Obligation to protect) รัฐต้องคุม้ ครองมิให้บคุ คลหรือกลุม่ บุคคลถูกละเมิดสิทธิจากบุคคลอืน่ หรือกลุม่ อืน่ ใด เช่น ภาคเอกชน โดยรัฐต้องมีมาตรการดูแลไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิ แต่หากเกิดการละเมิด รัฐต้องเข้ามาดูแลให้การคุม้ ครอง ห น ้ า ที่ ใ น ก า ร ท� ำ ใ ห ้ สิ ท ธิ เกิดผลในทางปฏิบตั ใิ นการจัดท�ำ อ�ำนวยการให้เกิดขึ้นจริง (Obligation to fulfill) รัฐต้องมีมาตรการในการท�ำให้สทิ ธิทไี่ ด้รบั การรับรองเกิดผลจริง เช่น การก�ำหนดกรอบ กฎหมาย นโยบาย และการด�ำเนินการต่าง ๆ ทีท่ ำ� ให้ประชาชนได้รบั รูถ้ งึ สิทธิดงั กล่าว การประกันให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้สทิ ธิและเสรีภาพทีไ่ ด้รบั การรับรองในกฎหมาย ภายในและตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน 43

Select target paragraph3