การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
บางอย่างของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่กระท�ำการใด ๆ เพื่อเรียกร้องให้มีการคุ้มครองหรือการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
ซึ่งส�ำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) สรุปออกมาเป็นความหมายอย่างสังเขปได้ว่า
“นักปกป้องสิทธิมนุษยชน คือ ค�ำจ�ำกัดความที่ใช้อธิบายถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่กระท�ำการใด ๆ ในเชิงคุ้มครอง
หรือส่งเสริมสิทธิมนุษยชน” อย่างไรก็ตาม ความหมายของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนยังต้องพิจารณาจากสิ่งที่พวกเขาท�ำ
และบริบทของงานที่พวกเขาท�ำด้วย116การท�ำหน้าที่ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในการเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ จึงมี
ความเชื่อมโยงกับการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งได้รับการรับรอง
ในข้อ 19 ของกติกา ICCPR คณะกรรมการประจ�ำกติกา ICCPR ได้ท�ำความเห็นทั่วไปฉบับที่ 34 เกี่ยวกับเสรีภาพ
ในการแสดงความเห็นและแสดงออกตามข้อ 19 ของกติกาฯ ทีย่ ำ�้ ถึงความส�ำคัญของเสรีภาพดังกล่าวในสังคมประชาธิปไตย
โดยรัฐจะต้องให้ความคุ้มครองการแสดงออกรูปแบบต่าง ๆ และรัฐภาคีต้องประกันสิทธิของประชาชนในการเข้าถึง
ข้อมูลที่รัฐครอบครอง ซึ่งรวมถึงสิทธิที่สื่อสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับกิจการของรัฐ และสิทธิที่สาธารณชน
จะได้ รั บ ข่ า วสารดั ง กล่ า วจากสื่ อ ส�ำหรั บ ประเทศไทยประเด็ น นั ก ปกป้ อ งสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนเป็ น หนึ่ ง ในประเด็ น
ทีแ่ ผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2562-2565) ก�ำหนดให้มแี ผนสิทธิมนุษยชนส�ำหรับรายกลุม่ เป็นการเฉพาะ
รวมถึงยังได้ถูกก�ำหนดให้เป็นประเด็นหลักของแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National
Action Plan: NAP) ระยะที่ 1 ซึ่งมีก�ำหนดระยะเวลาบังคับใช้ 4 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2562-2565
บทที่ 3
นั ก ปกป้ อ งสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนเป็ นผู้ที่อ อกมาเรียกร้อ งต่อ รัฐให้ท�ำการคุ้ม ครอง ส่งเสริม และเคารพ
สิทธิมนุษยชนซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับตนเองหรือผู้อื่น และชุมชน การเรียกร้องดังกล่าวมักท�ำให้เกิดความขัดแย้งและ
บางกรณีอาจมีการข่มขู่คุกคามบุคคลที่ท�ำการเรียกร้องสิทธิ รัฐจึงมีหน้าที่ในการปกป้องและคุ้มครองความปลอดภัย
ของบุคคลดังกล่าวตามหลักสิทธิมนุษยชน แม้ว่าการให้ความคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะได้รับการก�ำหนด
ให้เป็นหนึ่งในประเด็นหลักของแผน NAP แต่ปัจจุบันยังคงพบเหตุการณ์การข่มขู่ คุกคาม และการฟ้องร้องด�ำเนินคดี
ต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องด้านชุมชน ที่ดิน ทรัพยากร และแรงงาน โดยเฉพาะการด�ำเนินคดีเชิง
ยุทธศาสตร์เพื่อต่อต้านการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP)
หรือ “การฟ้องปิดปาก” ต่อกลุ่มผู้ที่ออกมาต่อสู้ในข้อพิพาทระหว่างชุมชนกับรัฐหรือชุมชนกับภาคธุรกิจ โดยอุปสรรค
ที่ ส�ำคั ญ ของกลุ ่ ม นั ก ปกป้ อ งสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน คื อ การถู ก ฟ้ อ งร้ อ งในเรื่ อ งที่ ไ ม่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ ประเด็ น พิ พ าทโดยตรง
ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระท�ำให้เสียค่าใช้จ่ายและเวลาไปกับการต่อสู้คดี ในปี 2562 รัฐได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมาย
วิ ธี พิ จ ารณาความอาญา มาตรา 161/1 เพื่ อ ให้ อ�ำนาจศาลในการพิ จ ารณายกฟ้ อ งได้ ใ นชั้ น ตร��จค�ำฟ้ อ ง
หากพบว่าคดีนั้นอาจเป็นการฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง และมาตรา 165/2 ให้จ�ำเลยมีโอกาสในการแสดงหลักฐานได้ว่า
การฟ้องคดีของโจทก์นั้นเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลในการสั่งคดีว่าไม่มีมูล117 อย่างไรก็ตาม
มีรายงานซึ่งออกโดยสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนกล่าวถึงกรณีของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม 2 มาตราดังกล่าว ว่าสามารถใช้ได้เฉพาะในกรณีที่เป็นคดีระหว่างเอกชนด้วยกัน แต่คดี SLAPP
116
From Human Rights Defenders: Protecting the Right to Defend Human Rights (p.2), Office of the
United Nations High Commissioner for Human Rights, 2004, Geneva: United Nations. Copyrights 2004 by Office
of the United Nations High Commissioner for Human Rights.
117
จาก หนังสือคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่ ยธ 0404/1717 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2563 เรื่อง ขอส่งข้อมูลเพื่อประกอบ
การจัดท�ำค�ำชี้แจงกรณีมีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศโดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม.
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
85