การชุมนุมที่เกิดขึ้นในครึ่งหลังของปี 2563 ส่วนใหญ่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงแม้จะมีการกระทบกระทั่งกันอยู่บ้าง
ระหว่างผูช้ มุ นุมกับเจ้าหน้าทีร่ ฐั ทีป่ ฏิบตั หิ น้าทีใ่ นการดูแลความสงบเรียบร้อยในบางกรณี ทัง้ ฝ่ายผูช้ มุ นุมและเจ้าหน้าทีร่ ฐั
ต่างพยายามใช้ความอดทนอดกลัน้ เพือ่ ไม่ให้มคี วามรุนแรงเกิดขึน้ แต่มกี ารชุมนุมสองกรณีทรี่ ฐั ใช้มาตรการยุตกิ ารชุมนุม
โดยการฉีดน�้ำแรงดันสูงซึ่งมีการผสมสารเคมีและแก๊สน�้ำตาในน�้ำที่ฉีดเข้าใส่ผู้ชุมนุม คือ การชุมนุมที่บริเวณแยกปทุมวัน
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 และการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ตามล�ำดับ ในกรณีแรกที่เป็น
การยุติการชุมนุมที่แยกปทุมวันนั้น กสม. เห็นว่ายังไม่ปรากฏลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าการชุมนุมมีการใช้ความรุนแรง
หรือเหตุผลอันสมควรที่จ�ำเป็นต้องเข้าสลายการชุมนุม74 จึงได้หยิบยกกรณีดังกล่าวขึ้นตรวจสอบโดยอยู่ระหว่าง
การด�ำเนินการ ทั้งนี้ คณะกรรมการประจ�ำกติกา ICCPR ได้มีความเห็นทั่วไป เรื่องสิทธิในการชุมนุมโดยสงบในกรณี
มี ก ารกระท�ำความรุ น แรงเฉพาะตั ว ของผู ้ ชุ ม นุ ม บางคนไม่ ค วรถู ก น�ำไปเหมารวมเป็ น การกระท�ำของการชุ ม นุ ม
โดยรวมที่จะก่อความรุนแรง75 การสลายการชุมนุมจะต้องเป็นกรณีพิเศษอันเป็นข้อยกเว้นในการชุมนุมที่มิได้เป็นไป
โดยสงบหรืออาจมีภัยจากการใช้ความรุนแรงอย่างร้ายแรงที่ชัดแจ้งเท่านั้น76 การใช้ก�ำลังขั้นต�่ำเพียงเท่าที่จ�ำเป็น ก่อนใช้
อาวุธที่มีระดับอันตรายต�่ำที่มีผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง เช่น หัวฉีดน�้ำหรือแก๊สน�้ำตาต้องน�ำมาใช้เป็นมาตรการสุดท้าย
หลังจากที่มีการแจ้งเตือนด้วยวาจาหรือให้โอกาสเหมาะสมแก่ผู้ร่วมชุมนุมในการสลายการชุมนุมเสียก่อน เป็นต้น
การประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในสถานการณ์เฉพาะ
ในส่วนของการกระท�ำผิดระหว่างการชุมนุม เจ้าหน้าทีต่ �ำรวจมีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อผูช้ มุ นุมและออกหมายเรียก
ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งหลังจากสอบปากค�ำผู้ชุมนุมจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างด�ำเนินคดีซึ่งสอดคล้อง
กับพันธกรณีของไทยตามกติกา ICCPR ข้อ 9 ที่ระบุว่าโดยหลักการทั่วไปผู้ถูกกล่าวหาไม่ควรถูกควบคุมตัวระหว่าง
การด�ำเนินคดี นอกจากนี้ ยังเป็นไปตามข้อสังเกตเชิงสรุปของคณะกรรมการประจ�ำกติกา ICCPR ต่อประเทศไทย
ในการพิ จ ารณารายงานการปฏิ บั ติ ต ามกติ ก าฯ ของประเทศไทยเมื่ อ ปี 2560 เกี่ ย วกั บ สถานการณ์ ก ารชุ ม นุ ม
และการเรียกร้องทางการเมืองว่า รัฐภาคีควรจะประกันและคุ้มครองอย่างเป็นผลต่อการใช้เสรีภาพในการชุมนุม
โดยสงบ และหลีกเลี่ยงการจ�ำกัดใด ๆ ที่ไม่สอดคล้องตามหลักเกณฑ์ของข้อ 4 แห่งกติกา ICCPR โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
รั ฐ ภาคี ค วรงดเว้ น จากการควบคุ ม ตั ว บุ ค คลที่ ใช้ สิ ท ธิ ข องตนโดยไม่ ไ ด้ เ ป็ น เหตุ ใ ห้ เ กิ ด ความเสี่ ย งอย่ า งร้ า ยแรง
ต่อความมั่นคงแห่งชาติหรือความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ
บทที่ 2
อนึง่ จากเหตุการณ์ชมุ นุมทางการเมืองในประเทศ ซึง่ ผูไ้ ด้รบั ผลกระทบจากความรุนแรงหรือความขัดแย้ง รัฐบาล
ได้ให้ความช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อและผู้เสียหาย ทั้งจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมื��งปี 2548 - 2553
และเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองปี 2556 - 2557 ซึ่งสอดคล้องกับพันธกรณีของไทยตามกติกา ICCPR ข้อ 2
ที่ระบุว่า บุคคลใดที่สิทธิหรือเสรีภาพของตนซึ่งรับรองไว้ในกติกานี้ ถูกละเมิดต้องได้รับการเยียวยาอย่างเป็นผลจริงจัง
โดยไม่ตอ้ งค�ำนึงถึงว่าการละเมิดนัน้ จะถูกกระท�ำโดยบุคคลผูป้ ฏิบตั หิ น้าที่ ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2560 มาตรา 25 วรรคสี่ บัญญัติว่า บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพ
หรือจากการกระท�ำความผิดทางอาญาของบุคคลอื่น ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐตามที่
กฎหมายบัญญัติ ดังนัน้ กสม. จึงเน้นยำ�้ ต่อรัฐบาลให้ค�ำนึงถึงสิทธิในการได้รบั การเยียวยาความเสียหายทีเ่ กิดจากปฏิบตั กิ าร
สลายการชุมนุม ทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในปี 2563 ด้วย
74
แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่อง เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2563
75
From General Comment No. 37 Paragraph 71 on Article 21 (Right of peaceful assembly). Op.cit.
76
Ibid. Paragraph 85.
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
67