การประเมินสถานการณ์
การชุ ม นุ ม โดยสงบและปราศจากอาวุ ธ เป็ น เสรี ภ าพขั้ น พื้ น ฐานที่ ไ ด้ รั บ การรั บ รองตามรั ฐ ธรรมนู ญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติกา ICCPR ที่ประเทศไทยเป็นภาคี การใช้เสรีภาพในการชุมนุม
โดยสงบมีความเกี่ยวโยงกับสิทธิและเสรีภาพอื่น รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกด้วย การใช้เสรีภาพทั้งสองประการนี้
อาจถูกจ�ำกัดได้ในสภาวการณ์ปกติเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือ
ศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น โดยต้องบัญญัติข้อจ�ำกัดนั้นไว้ในกฎหมาย
รัฐภาคีมีพันธกรณีต้องเคารพและประกันการใช้เสรีภาพดังกล่าวของประชาชน อย่างไรก็ดี ในภาวะฉุกเฉินสาธารณะ
ที่เป็นภัยคุกคามของชาติ รัฐภาคีกติกาฯ อาจใช้มาตรการจ�ำกัดสิทธิและเสรีภาพบางประการได้เพิ่มเติม แต่มาตรการ
ดั ง กล่ า ว ต้ อ งท�ำเท่ า ที่ จ�ำเป็ น ตามความฉุ ก เฉิ น ของสถานการณ์ ทั้ ง นี้ คณะกรรมการประจ�ำกติ ก า ICCPR
มีความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า การใช้มาตรการดังกล่าวมีลักษณะเป็นมาตรการพิเศษที่ก�ำหนดขึ้นเพื่อใช้บังคับ
เป็นการชั่วคราว โดยรัฐต้องแสดงเหตุผลความจ�ำเป็นและความชอบธรรมในการใช้มาตรการดังกล่าวซึ่งต้องได้สัดส่วน
กับความรุนแรงของสถานการณ์ทั้งในแง่ของระยะเวลา พื้นที่ และลักษณะของการจ�ำกัดสิทธิที่ใช้บังคับ70
การประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในสถานการณ์เฉพาะ
ในปี 2563 ประชาชนสามารถใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบได้ดังเห็นได้จากการที่มีการชุมนุมทางการเมือง
ต่อเนื่องเกือบตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงเดือนเมษายน - มิถุนายน 2563 ที่ไม่มีการชุมนุมเนื่องจากเป็นช่วงที่มี
การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) ในประเทศเป็นวงกว้าง รัฐบาลจึงได้อาศัยอ�ำนาจ
ตามพระราชก�ำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ
ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 และได้ออกข้อก�ำหนดหลายฉบับที่ระบุมาตรการที่มีลักษณะเป็นการจ�ำกัด
การเดินทางเคลื่อนย้ายและการรวมกลุ่มของประชาชนจ�ำนวนมากเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 รวมถึง
การห้ามชุมนุมหรือการท�ำกิจกรรม ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัดเพื่อป้องกันสุขภาพอนามัยของประชาชน ในช่วงเวลา
ดังกล่าวการจัดการชุมนุมจึงไม่อาจจัดขึ้นได้ แต่หลังจากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้
จนมีผู้ป่วยติดเชื้อในประเทศลดลงและไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา รัฐบาล
ได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคเป็นระยะ ๆ รวมถึงได้ยกเลิกข้อห้ามการชุมนุมซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563
ตามข้อก�ำหนดฉบับที่ 13 แต่ผทู้ รี่ บั ผิดชอบจัดกิจกรรมยังคงต้องปฏิบตั ติ ามมาตรการป้องกันโรคตามทีท่ างราชการก�ำหนด
บทที่ 2
เมื่อพิจารณาว่าโรคโควิด 19 เป็นโรคติดต่อที่ระบาดไปในวงกว้างซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้
เป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic) ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2563 กอปรกับประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูง
ขึ้นมากในเดือนมีนาคม-เมษายน 2563 การที่รัฐบาลน�ำกฎหมายพิเศษมาบังคับใช้ที่มีผลเป็นการจ�ำกัดเสรีภาพ
ในการชุ ม นุ ม โดยสงบนั้ น เป็ น ไปเพื่ อ วั ต ถุ ป ระสงค์ ท างด้ า นสุ ข อนามั ย ของประชาชน และด้ า นการสาธารณสุ ข
เพื่อการควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาดที่มีความจ�ำเป็นและได้สัดส่วนต่อเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ
ตามหลักแห่งการจ�ำกัดสิทธิ ทัง้ นี้ มาตรการทีร่ ฐั บาลน�ำมาใช้สง่ ผลให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เป็นอย่างดีเป็นที่
ประจักษ์ดังเห็นได้จากจ�ำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศลดลงจนเหลือศูนย์ต่อเนื่องกว่า 100 วัน และเมื่อสถานการณ์การแพร่
ระบาดของโรคโควิด 19 ภายในประเทศดีขึ้น รัฐบาลจึงได้ประกาศมาตรการผ่อนคลายการจัดกิจกรรมรวมกลุ่ม ท�ำให้
ประชาชนสามารถกลับมาใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบได้ภาย��ต้ขอบเขตการใช้สทิ ธิและเสรีภาพตามกฎหมายว่าด้วย
การชุมนุมสาธารณะ และให้ปฏิบตั ติ ามมาตรการป้องกันโรคทีท่ างราชการก�ำหนด เห็นได้วา่ รัฐบาลได้ใช้ขอ้ ห้ามการชุมนุม
70
International Covenant on Civil and Political Rights, General comment no. 29 on states of
emergency (Article 4), paragraphs 2-4.
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
65