70
กฎหมายมิใช่บทบาทของผู้ มีอานาจ องค์กรนิติบัญญัติ ศาลและหน่วยงานบังคับใช้ กฎหมาย
โดยอาศัยโครงสร้างและองค์กรต่างๆ ของรัฐเป็นศูนย์กลางในการมากาหนดคุ ณลั กษณะของกฎหมาย รวมถึ ง
ศาล และการลงโทษเท่านั้น แต่เนื่องจากในโลกของเรานั้นมี สัง คมที่ ไม่ มีผู้นาทางการเมือ งซึ่ง ไม่ มี เ ครื่อ งมื อ หรื อ
กลไกควบคุ มตามมุ มมองข้า งต้น สังคมเหล่านั้ นไม่ มีแนวคิด และแยกกฎเกณฑ์ เหล่านั้ นออกมาอย่า งชั ด เจน
แม้ว่าจะมีบรรทัดฐานทางกฎหมายที่แยกออกมาก็ตาม ก็จะไม่ได้รับการปฏิบัติ แต่ด้วยที่ว่าคาสั่งและกฎเกณฑ์
ในการควบคุมพฤติกรรมเป็นสิ่งที่จาเป็นถ้าต้องการให้สั งคมยังอยู่ ขนาดหรือลักษณะของการควบคุมพฤติ ก รรม
นี้จึงขึ้นอยู่กับค่านิยมและความเชื่อในสังคมซึ่ งมาจากนัย ความเข้าใจในการพัฒนาบรรทัด ฐานผ่านกระบวนการ
ขัดเกลาทางสังคม จึงมีการใช้ทฤษฎีทางมานุษยวิทยาอย่างมากมายในครึ่งหลั งของศตวรรษที่ 19 เพื่อทาความ
เข้าใจในกฎหมายและระเบียบของสังคมจนกระทั่งปัจจุบัน
2.3.2 สานักความคิดสังคมวิทยาทางกฎหมาย
ในตอนต้ น ของศตวรรษที่ 19 เป็ น ยุ คที่ ส านั กกฎหมายบ้ านเมื อ งครอบงาความคิ ด ของนัก
กฎหมาย โดยถือว่ากฎหมายที่รัฐได้บัญญัติขึ้น และใช้บังคับอยู่นั้นมีความสมบูร ณ์ในตั วเอง นักกฎหมายจึงรู้สึ ก
เมินเฉย หรือไม่มีปฏิกิริยาต่อปัญหาที่เกิ ดขึ้นในสังคม อันเนื่องมาจากการสนุกอยู่กับตัวบทและระบบกฎหมาย
โดยเชื่อว่าการเล่นแร่แปรธาตุอยู่กับตัวบทและข้อความในระบบกฎหมายนั้น สามารถที่จะให้ความเป็นธรรมแก่
สังคมได้85
ต่ อ มาเมื่ อ สั ง คมมี ก ารพั ฒ นาเปลี่ ยนแปลงไป กฎเกณฑ์ ที่ มีอ ยู่ เ ดิ มไม่ ทั น ต่ อสถานการณ์ที่
เกิดขึ้น และไม่สามารถแก้ไขปั ญหาในสัง คมได้ ในช่วงในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ความคิ ด
ทางกฎหมายจึงโน้มเอียงกับไปศึกษาทางสังคมวิทยาเพิ่มขึ้น โดยพิจารณาเป้าหมายต่าง ๆ เพื่อสังคมมนุษย์ เ ป็ น
หลัก และมองว่าธรรมชาติแ ละสัง คมวิ ทยาสามารถพัฒ นาไปได้ด้ วยกัน โดยเฉพาะอย่า งยิ่ งเมื่ อมนุษ ย์มี ค วา ม
แตกต่างกัน ทั้งทางวัฒนธรรม สังคม และผลประโยชน์ต่าง ๆ กฎหมายต้องเข้ามามี บทบาทในการแก้ไ ข หรือ
วางโครงสร้างของสัง คมได้ ดังนั้น การศึกษากฎหมายนั้ นจึง ต้ องพิจารณาถึ งบริ บทของสั ง คม ประวัติศ าสตร์
ความเป็นมา และสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เป็นอยู่จริง
นักปรัชญาผู้มีชื่อ เสีย งของสานั กนี้ คื อ รอสโก พาวด์ (Roscoe Pound) ชาวสหรัฐอเมริ ก า
พาวด์ เ สนอแนวคิ ด ที่ เ รี ย กว่ า Sociological Jurisprudence หรื อ นิ ติ ศ าสตร์ ท างสั ง คมวิ ท ยา โดยมองว่ า
กฎหมายเป็นวิศ วกรสัง คม (Social Engineering) โดยเขาเสนอว่า สัง คมมนุ ษย์นั้ นเมื่ อมี ค วามรู้ด้า นกฎหมาย
และในด้านอื่นๆ ก็สามารถปรุงแต่งกฎหมายได้ ด้ว ยความพยายามที่จ ะใช้ค วามรู้ที่ มีอยู่ มาทาให้ เป็นประโยชน์
และแก้ ไ ขสั ง คมให้ เ ป็ น สั ง คมที่ ดี ขึ้ น สั ง คมที่ ดี แ ละน่ า อยู่ คื อ สั ง คมที่ มี ค วา มกลมกลื น (harmony)
แต่สังคมจะไม่กลมกลืน เพราะว่า มี ความขัดแย้ งเรื่ องผลประโยชน์ กันเองระหว่า งเอกชนหรือกลุ่มเอกชนจึ ง เป็ น
หน้าที่ของกฎหมายที่จ ะปรั บผลประโยชน์ ที่ขั ด กันในสั ง คมเหล่า นั้นให้ส มดุ ลย์จนอยู่ ด้ วยกัน ได้ ด้ว ยดี โดยให้
แต่ละฝ่ายก็ไม่เ สียประโยชน์ มากน�� ก ต่างก็รักษาประโยชน์ ไว้ ได้ มากที่ สุด เท่า ที่จ ะมากได้ ทาให้มีความขั ด แย้ ง
85
จาก ทฤษฎีกฎหมายนิติปรัชญา (น. 139), โดย สมยศ เชื้อไทย, 2555, กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน.
Select target paragraph3
Connect to a paragraph
Connect to an entity
Disable highlights
Add to table of contents