๘๙
ในส่วนที่เป็นเรื่องของการลงโทษบุคคล ตลอดรวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐเองต้องตระหนักถึงความสมดุลระหว่า งการ
ใช้อานาจรัฐกับการพิทักษ์สิทธิมนุษยชนให้เข้มข้นขึ้นด้วย
จากเหตุผลข้างต้น แม้ความเห็น ของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องที่ ๔๔๔/๒๕๒๘ มีว่าความผิดฐาน
ละเมิด อ านาจศาลนั้ น แม้ศ าลจะลงโทษจ าคุ กหรื อ ปรั บ ก็ถื อ ว่ าไม่ ใช่ โ ทษทางอาญา ความเห็ น เรื่อ งนี้ ย่อ มไม่
สอดคล้องกับแนวทางการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับสากลกับมุมมองเรื่องการลงโทษ เนื่องจากการจาคุกและ
ปรับโดยธรรมชาติถือหนึ่งในโทษอาญาห้าสถานในประมวลกฎหมายอาญา เพราะมาตรการของรัฐในการป้องกัน
และลงโทษบุคคล ไม่ว่ารัฐจะเรียกชื่อมาตรการนั้นว่าอย่างไร มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการที่มี “เนื้อหาทาง
อาญา” (criminal matters) ที่ผู้ถูกลงโทษจากมาตรการนั้น ๆ จะต้องได้รับหลักประกันสิทธิในทางอาญา การ
ลงโทษบุคคลให้รับผิดโดยแยกออกเป็นความรับผิดเรื่องการละเมิดอานาจศาลและตามฐานความผิดทางอาญาที่
เกิดขึ้น ย่อมไม่สอดคล้องกับแนวทางการประกันสิทธิทางอาญา
ด้วยเหตุนี้หากกระทาผิดของบุ คคลเป็นกรรมเดียวกันทั้งความผิดตามฐานการละเมิดอานาจศาลและ
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น การยื่นเอกสารเท็จ ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอยู่แล้ว
หากศาลได้ลงโทษเรื่องการละเมิดอานาจศาลร่วมด้วย มาตรการที่ควรดาเนินการเพื่อไม่ให้เกิดความซ้าซ้อนของ
การลงโทษมีแนวทางอย่างไร ผู้วิจัยมีข้อเสนอเบื้องต้น ๒ แนวทาง ได้แก่
แนวทางที่หนึ่ง เพื่อไม่ให้มีการลงโทษบุคคลซ้าซ้อนจากความผิดกรรมเดียว ศาลต้องคานึงถึงการถูก
ลงโทษจาคุกของบุคคลนั้นเพราะเหตุละเมิดอานาจศาลมาก่อน เพื่อหักจานวนความรับผิดตามฐานความผิดทา ง
อาญาที่เกิดขึ้น เช่น ความรับผิดฐานยื่นเอกสารเท็จ ศาลอาจลงโทษให้มีความผิดฐานละเมิดอานาจศาลด้วย ดังนั้น
ศาลต้องหักจานวนวันที่ถูกคุมขังตามความผิดฐานละเมิดอานาจศาลออกจากโทษที่ ผู้กระทาความผิดได้รับโทษใน
คดีหลัง เพราะถือว่าเป็นการกระทากรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท แนวทางดังกล่าวได้นามาใช้ตามกฎหมาย
ธรรมนูญศาลยุติธรรมของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
แนวทางที��� สอง หากการกระทาความผิ ด ฐานละเมิดอานาจศาลเกิด ขึ้นซึ่ งหน้ าศาลหรื อระหว่า งการ
พิจารณาคดี ถ้าการกระทานั้ นมีฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอยู่แล้ว ให้ศาลลงโทษตามประมวล
กฎหมายและวิธีพิจารณาความอาญาเลย โดยไม่ต้องลงโทษตามความผิดฐานละเมิดอานาจศาลซ้าอีก เพื่อให้ศาล
หลีกเลี่ยงความซ้าซ้อนในการลงโทษและอาจใช้มาตรการไล่ ผู้กระทาการละเมิดซึ่งหน้าออกจากห้องพิจารณา
ในทันที กล่าวโดยเฉพาะคือ การกระทาความผิ ดที่เกิดขึ้นในห้องพิจารณาคดี อาญา ให้ศาลส่งเรื่องให้อัยการผู้ซึ่ง
ปฏิบัติหน้ าในห้องพิจารณา ณ เวลาเดียวกันนั้นดาเนินการฟ้องร้องเพื่อส่งให้ผู้พิพากษาองค์คณะอื่นพิจารณา
ความผิดต่อไป การส่งต่อให้อัยการพิจารณาเรื่องต่อนี้ เป็นมาตรการเพื่อให้การดาเนินคดีความผิดฐานอาญาที่พ่วง
กับความผิดฐานละเมิดอานาจศาลมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ผู้แทนศาลไป
กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดาเนินคดีอาญาแบบปกติ และในกรณีที่การกระทาความผิดฐานละเมิดอานาจ