ดังนัน้ จะเห็นได้วา่ พระราชบัญญัตวิ า่ ด้วยการออกเสียงประชามติรา่ งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๙ และพระราชบัญญัติ
การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ มีบทบัญญัติที่ให้อ�ำนาจเจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจในการบังคับใช้กฎหมายที่จ�ำกัดสิทธิและ
เสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมอย่างกว้างขวาง และไม่ชัดเจนรัฐควรจะต้องคุ้มครองและส่งเสริมให้
ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ และควรมีการวิเคราะหผลกระทบในการออกกฎหมาย
(Regulatory Impact Analysis: RIA) ที่เป็นการจ�ำกัดสิทธิและเสรีภาพดังกล่าว เพื่อนําไปสูการพัฒนาคุณภาพของกฎหมาย
ใหมีสาระสําคัญครบถวนและไดรับการยอมรับจากทุกภาคส่วนมากยิ่งขึ้น จะสอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาการทบทวน
ความเหมาะสมของกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่มีเจตนารมณ์กําหนดให้ผู้รักษาการตามกฎหมายต่าง ๆ มีหน้าที่จัดให้มีการ
พิจารณาทบทวนความเหมาะสมของบทบัญญัตขิ องกฎหมายทุกฉบับ ทุกรอบระยะเวลา รวมทัง้ กาํ หนดหลักเกณฑ์วธิ กี ารและ
ระยะเวลาดําเนินการดังกล่าวให้ชัดเจนสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ และการพัฒนาประเทศ รวมทั้งการยกระดับ
ความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวม๑๒๐ รวมถึงรัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จ�ำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุง
กฎหมายที่หมดความจ�ำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการด�ำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ
โดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และด�ำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยสะดวกและ
สามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่ายเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง และก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มี
การรับฟังความคิดเห็นของผูเ้ กีย่ วข้องวิเคราะห์ผลกระทบทีอ่ าจเกิดขึน้ จากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ ตามทีก่ ำ� หนด
ไว้ในมาตรา ๗๗ แห่งร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับลงประชามติ)๑๒๑
สถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
โดยที่คณะกรรมการประจ�ำกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองให้ความส�ำคัญต่อ
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกว่า มีความจ�ำเป็นต่อความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ของรัฐ และจ�ำเป็น
ต่อการประกันสิทธิต่าง ๆ ในกติการะหว่างประเทศดังกล่าว และได้วางแนวทางการรอนสิทธิในเสรีภาพในการแสดงความ
คิดเห็นและการแสดงออกว่า การรอนสิทธิด้วยเหตุแห่งความมั่นคงของชาติหรือความสงบเรียบร้อยสาธารณะ หรือด้วยเหตุ
แห่งสาธารณสุขและศีลธรรมนั้น รัฐจ�ำเป็นต้องด�ำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์อันชอบธรรมและด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง
การจ�ำกัดสิทธิด้วยเหตุดังกล่าวต้องเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ได้สัดส่วน มีความจ�ำเพาะของกรณีที่จะส่งผลกระทบ
ต่อเหตุเช่นว่านั้น มีความเชื่อมโยงโดยตรงและส่งผลชัดเจนจากการใช้สิทธินั้น และต้องมั่นใจว่าไม่เป็นการจ�ำกัดข้อมูลสู่
สาธารณะของสือ่ นักวิชาการ นักสิง่ แวดล้อม หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทีเ่ ป็นไปเพือ่ ประโยชน์ของสาธารณะอย่างชอบธรรม
บทที่
๓
๑๒๐
๑๒๑
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๘๖ ก (หน้า ๙๑)
ปัจจุบันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
97
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๕๙