แม้การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและการก�ำหนดนโยบายของภาค
รัฐจะก่อให้เกิดผลดีไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม
หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบ
ด้านสิทธิมนุษยชนได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นส่วนตัวและการ
คุม้ ครองข้อมูลส่วนบุคคลทีเ่ กิดขึน้ จากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทีท่ ำ� ได้สะดวกและ
รวดเร็ว การน�ำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประมวลผลหรือเปิดเผย ท�ำให้บคุ คลผู้เป็น
เจ้าของข้อมูลได้รับความเสียหาย เช่น ความปลอดภัยต่อชีวิต ร่างกาย สิทธิ
และเสรีภาพของบุคคล หรือการน�ำข้อมูลข่าวสารไปใช้ประโยชน์ในทางพาณิชย์
โดยปราศจากการได้รับอนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของข้อมูล เป็นต้น ตลอดจน
การท�ำให้เกิดความเสียหายต่อความเป็นอยู่ในชีวิตส่วนตัว รวมทั้งการสร้าง
ความเดื อ ดร้ อ นร� ำ คาญอั น เป็ น การละเมิ ด หรื อ ก้ า วล่ ว งความเป็ น ส่ ว นตั ว
ของบุคคล และในขณะเดียวกันหากรัฐหรือเอกชน ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ
การด�ำเนินการต่อข้อมูลส่วนบุคคลอาจกระท�ำการใด ๆ ต่อข้อมูลส่วนบุคคลนั้นโดยไม่ค�ำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นการ
คุกคามสิทธิความเป็นส่วนตัวที่ ICCPR และรัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้
ทั้งนี้ จากการส�ำรวจสถานการณ์การละเมิดความเป็นส่วนตัวในรอบ ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ของเครือข่ายพลเมืองเน็ต๙๑
สามารถสรุปได้ว่า การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและการบริการออนไลน์ต่าง ๆ ท�ำให้ข้อมูลส่วนบุคคลมีความส�ำคัญ ผู้ใช้บริการ
รู้สึกว่าตนอาจได้รับผลกระทบได้หลายด้าน ตั้งแต่การได้รับความเดือดร้อนร�ำคาญ ไปจนถึงการสูญเสียทรัพย์สินและ
ชือ่ เสียง เนือ่ งจากอินเตอร์เน็ตและการบริการออนไลน์ตา่ ง ๆ นัน้ เอือ้ ต่อการเก็บรวบรวมและเผยแพร่ขอ้ มูลส่วนบุคคลได้งา่ ย
โดยในเบื้องต้น สามารถจ�ำแนกการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลได้ ๔ รูปแบบ ได้แก่ (๑) การละเมิด
สิทธิในความเป็นส่วนตัวเกีย่ วกับข้อมูลส่วนบุคคลโดยภาคธุรกิจเอกชนซึง่ เกิดจากการส่งต่อข้อมูล (๒) การละเมิดสิทธิในความ
เป็นส่วนตัวเกีย่ วกับข้อมูลส่วนบุคคลจากหน่วยงานของรัฐ (๓) การละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวเกีย่ วกับข้อมูลส่วนบุคคลจากการ
น�ำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน และ (๔) การละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างผู้ใช้บริการ
ด้วยกันเอง
ปัจจุบนั ประเทศไทยมีกฎหมายทีเ่ กีย่ วข้องกับการคุม้ ครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลหลายฉบับ
อาทิ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานเปิดเผยความลับ
และความผิดฐานหมิ่นประมาท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด ซึ่งล้วนเป็นกฎหมายที่สามารถใช้บังคับกับ
ความผิดและการเยียวยาความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะกรณีเท่านั้น
แต่ยงั ไม่มกี ฎหมายฉบับใดทีบ่ ญ
ั ญัตขิ นึ้ โดยมีวตั ถุประสงค์เพือ่ คุม้ ครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการทัว่ ไป
ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีความพยายามในการยกร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. .... อยู่หลายฉบับ
เช่น ฉบับที่เสนอโดยส�ำนักนายกรัฐมนตรี๙๒ ฉบับที่เสนอโดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร๙๓ และ
ฉบับที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา๙๔ ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ดังกล่าว
จาก การละเมิดความเป็นส่วนตัวออนไลน์ในสังคมไทย พ.ศ. ๒๕๕๖, โดย เครือข่ายพลเมืองเน็ต, ๒๕๕๖, สืบค้นจาก https://thainetizen.org/wp-content/
uploads/2014/03/thainetizen-privacy-report-2013.pdf
๙๒
คณะรัฐมนตรีเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๗ และขอถอนกลับไปพิจารณาทบทวนอีกครั้งเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๘
๙๓
เป็นหนึง่ ในชุดกฎหมายเศรษฐกิจดิจทิ ลั ทีก่ ระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารเสนอคณะรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้พจิ ารณาอนุมตั เิ ห็นชอบในหลักการ
ร่างกฎหมายเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗
๙๔
ร่างพระราชบัญญัติที่ส�ำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว เรื่องเสร็จที่ ๑๑๓๕/๒๕๕๘
๙๑
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
86
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๕๙