แต่กฎหมายเหล่านั้นยังมีช่องว่างที่อาจจะไม่เป็นไปตามหลักการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ องค์การสหประชาชาติจึงได้
ออกหลักการสหประชาชาติแนวทางปฏิบัติว่าด้วยการด�ำเนินธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UNGPs) เพื่อก�ำหนดบทบาทหน้าที่
ของภาครัฐและธุรกิจทีเ่ กีย่ วข้องกับธุรกิจและสิทธิมนุษยชน โดยทีผ่ า่ นมา พบว่าการด�ำเนินกิจการของภาคธุรกิจส่งผลกระทบ
ด้านสิทธิมนุษยชนในส่วนส�ำคัญ กล่าวคือ
• ผลกระทบต่อแรงงาน แรงงานข้ามชาติ ชุมชน และกลุ่มเปราะบาง จนท�ำให้คณะกรรมาธิการยุโรปออก
ค�ำประกาศแจ้งเตือน (ใบเหลือง) กับประเทศไทย หรือการที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จัดอันดับสถานการณ์
การค้ามนุษย์ (Trafficking In Persons Report) ของไทยอยู่ในอันดับ Tier 3
• ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ หรือโครงการพัฒนา หรือ
การลงทุนขนาดใหญ่ ทัง้ ทีเ่ กิดขึน้ ในประเทศไทย และจากการนักธุรกิจผูล้ งทุนหรือโครงการพัฒนาทัง้ ของรัฐและเอกชนสัญชาติไทย
ในประเทศเพื่อนบ้าน
ทีผ่ า่ นมา กสม. พบว่า รัฐได้มมี าตรการ/นโยบายหลายประการ
ในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง
ที่ ไ ด้ รั บ ผลกระทบจากการด� ำ เนิ น ธุ ร กิ จ ที่ ไ ม่ เ คารพสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน
ได้มีความตื่นตัวและมีความพยายามในการด�ำเนินธุรกิจบนการเคารพ
สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนมากขึ้ น โดยรั ฐ บาลมี ม ติ ค ณะรั ฐ มนตรี เ มื่ อ วั น ที่ ๑๖
พฤษภาคม ๒๕๕๙ ในการผลั ก ดั นให้ ประเทศไทยมี ม าตรการและ
แนวทางปฏิบัติอย่างจริงจังในการส่งเสริมให้เอกชนมีความรับผิดชอบ
ต่ อ สั ง คมและเคารพหลั ก พื้ น ฐานด้ า นสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนในการลงทุ น
ทั้ ง ที่ เ กิ ด ในประเทศ รวมถึ ง การลงทุ น สั ญ ชาติ ไ ทยในต่ า งประเทศ
ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของ กสม.๑๔ พร้อมกับการก�ำกับ
การปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม
ของธุรกิจ ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๕๘ - ๒๕๖๐) อย่างไรก็ดี ยังพบว่ามี
ด�ำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในเชิงธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนค่อนข้างน้อย
นอกเหนือจาก กรณีทมี่ ผี ลกระทบต่อผลประโยชน์ทางการค้าและการลงทุน
อย่างรุนแรง จึงมีข้อเสนอให้หน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนต้องด�ำเนินการอย่างจริงจังและน�ำแนวทางการเฝ้าระวัง
โดยใช้กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence : HRDD) มาปรับใช้
สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ในปี ๒๕๕๙ เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จ�ำนวน ๘๐๗ เหตุการณ์ โดยมีผู้เสียชีวิต
จ�ำนวน ๓๐๗ ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ ๖๒๘ ราย ซึ่งมีจ�ำนวนเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๘ ซึ่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ๖๗๔ เหตุการณ์
มีผู้เสียชีวิต ๒๔๖ ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ ๕๔๔ ราย ในขณะที่ รัฐมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่
จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยแนวทางสันติวิธีผ่านกระบวนการพูดคุยสันติสุข โดยด�ำเนินการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่มที่มีอิทธิพล
ในการก่อเหตุความรุนแรง ในเดือนกันยายน ๒๕๕๙ ซึ่งมีการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัย (safety zone) เฉพาะในบางพื้นที่ และ
ก�ำหนดข้อตกลงต่าง ๆ ร่วมกัน ทั้งนี้ ยังพบสถานการณ์ส�ำคัญ กล่าวคือ
• การก่อเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การด�ำเนินการยังไม่เป็นรูปธรรมหรือมีความก้าวหน้าใน
การด�ำเนินการตามข้อตกลงจากการเจรจา
• การร้องเรียนเกีย่ วกับการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุตธิ รรมโดยส่วนใหญ่อา้ งว่า ได้รบั ผลกระทบจากการบังคับ
ใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงในพื้นที่
๑๔
รายงานผลการพิจารณาค�ำร้อง ๑๑๒๐/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เรื่องสิทธิชุมชน กรณีโครงการท่าเรือน�้ำลึกและเขตเศรษฐกิจทวาย ในสาธารณรัฐ
แห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงกา���พัฒนา ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวทวาย
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
54
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๕๙