•
จัดสรรงบประมาณส�ำหรับการสรรหาสถานที่ที่สามารถเข้าถึงชุมชนในวงกว้าง รวมถึงมีสิ่งอ�ำนวยความ
สะดวกส�ำหรับคนพิการ ในบางสถานการณ์เพื่อให้มีความเป็นอิสระและการเข้าถึงได้ง่าย อาจต้องมีส�ำนักงาน
ที่แยกออกมาจากหน่วยงานราชการอื่นๆ หากเป็นไปได้ อาจสร้างส�ำนักงานในส่วนภูมิภาคเพื่อให้ประชาชน
เข้าถึงได้ง่าย
• เงินเดือนและผลประโยชน์อื่น ๆ ที่เจ้าหน้าที่ได้รับ สามารถเทียบได้กับข้าราชการที่ปฏิบัติงานคล้ายคลึงกัน
ในสถาบันอื่น ๆ ของรัฐ
• ค่าตอบแทนของสมาชิกที่ท�ำหน้าที่ตัดสินใจ (ตามความเหมาะสม)
• จัดหาระบบสื่อสารที่ท�ำงานได้อย่างดี รวมถึงโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต
• มีการจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอส�ำหรับการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ตามข้อบัญญัติที่
สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรับผิดชอบ
เงินทุนจากภายนอก เช่น จากองค์กรระหว่างประเทศ ไม่ควรน�ำมาคิดรวมกับเงินงบประมาณที่ได้จากรัฐ
ของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เนื่องจากเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะหาเงินงบประมาณมาสนับสนุน อย่างไรก็ดี
ในสถานการณ์ที่ต้องรับเงินทุนจากภายนอก สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอาจไม่จ�ำเป็นต้องขอการอนุมัติจาก
รัฐบาล นอกจากนั้น ผู้บริจาคไม่ควรจะสามารถก�ำหนดได้ว่าเงินทุนดังกล่าวควรน�ำไปใช้ในเรื่องใด สถาบันสิทธิ
มนุษยชนแห่งชาติควรเป็นผู้ก�ำหนดเองว่าจะจัดสรรเงินทุนนี้ไปกับเรื่องใดตามล�ำดับความส�ำคัญ (priority)
รัฐบาลควรจัดสรรเงินทุนหรืองบประมาณเพื่อให้สามารถน�ำมาใช้กับสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเท่านั้น
เงินทุนดังกล่าวควรที่จะถูกน�ำไปใช้อย่างถูกต้องตามระเบียบ และใช้ในลักษณะที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่
การบริหารงานทั่วไป และการจ้างเจ้าหน้าที่ แม้ว่าสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรมีอิสระอย่างเต็มที่ในการบริหาร
งบประมาณที่ได้รับ แต่ยังคงต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติด้านการเงิน ในรูปแบบเดียวกับในหน่วยงานอิสระอื่น ๆ
ของรัฐ
ข
ความสามารถในการเข้าถึง (accessibility)
สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีสิ่งอ�ำนวยความสะดวกที่สนับสนุนการเข้าถึงของบุคคล
และกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ ควรพิจารณาสิ่งที่ควรปฏิบัติดังต่อนี้
• ความตระหนักและรับรู้การมีอยู่ของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
• การเข้าถึงในเชิงกายภาพ
• การเข้าถึงผ่านกลุ่มตัวแทนในสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งมีความหลากหลายในองค์ประกอบของ
สมาชิกที่มีอ�ำนาจตัดสินใจ
42
มาตรฐานและแนวทางการด�ำเนินงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ