จากแนวทางที่เป็นมาตรฐานสากลพบว่า การก�ำหนดให้อยู่ในวาระคราวละ 3-7 ปี จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม และ
สร้างเสถียรภาพของการด�ำเนินการ ทั้งนี้ ข้อก�ำหนด สัญญา และเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของสมาชิกจะต้องไม่ถูกแก้ไข
จนเกิดผลเสียต่อสมาชิกในระหว่างด�ำรงต�ำแหน่ง นอกจากนี้ ข้อสัญญาและเงื่อนไขดังกล่าวควรเทียบได้กับผู้ที่มีความ
รับผิดชอบที่คล้ายกันในหน่วยงานอิสระอื่น ๆ ของรัฐ
สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะต้องมีกระบวนการที่เป็นอิสระและยุติธรรมในการถอดถอนสมาชิกที่มีอ�ำนาจ
ตัดสินใจออก โดยใช้แนวทางเดียวกับที่ใช้กับหน่วยงานอิสระอื่น ๆ ของรัฐ ทั้งนี้ การถอดถอนจะต้องปฏิบัติอย่างเข้มงวด
และสอดคล้องกับข้อก�ำหนดตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น โดย
สาเหตุของการถอดถอนออกต้องถูกระบุไว้อย่างชัดเจนและจ�ำกัดเฉพาะการ
กระท�ำที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อความสามารถของสมาชิกที่จะบรรลุตามพันธกิจ
ของสถาบันฯ เท่านั้น กฎหมายควรระบุไว้ว่าการถอดถอนด้วยเหตุผลบางประการ
จะต้องได้รับการสนับสนุนจากการตัดสินใจของหน่วยงานอิสระอื่นที่ได้รับอ�ำนาจ
ตามกฎหมาย
การถอดถอนไม่ควรได้รับการอนุมัติจากการพิจารณาของผู้มีอ�ำนาจ
ของรัฐเพียงฝ่ายเดียว
ข้อก�ำหนดข้างต้นจะช่วยสร้างความมั่นใจและความมั่นคงในการท�ำงานของสมาชิกที่มีอ�ำนาจตัดสินใจ และเป็น
สิ่งส�ำคัญที่จะมั่นใจในความเป็นอิสระ อันจะน�ำไปสู่ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อผู้น�ำของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2.1.4 โครงสร้างในการบริหารจัดการองค์กร (organizational infrastucture)
สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรได้รับการจัดโครงสร้างในการบริหารจัดการองค์กร อย่างน้อยดังต่อไปนี้ เพื่อให้
การท�ำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (รายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 9)
ก
ความเพียงพอของเงินงบประมาณ
สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรมีอิสระไม่เพียงแค่ในการบริหารงบประมาณ แต่รวมถึงที่มา ลักษณะของการ
จัดสรรงบประมาณ และการด�ำเนินการ เพื่อท�ำให้หน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นอิสระและสามารถที่จะตัดสินใจ
ในการล�ำดับความส�ำคัญและกิจกรรมต่าง ๆ อีกทั้งต้องมีอ�ำนาจในการจัดสรรงบประมาณตามความส�ำคัญ เพื่อ
ท�ำให้ภารกิจและหน้าที่ตามข้อบัญญัติมีความสมบูรณ์ รัฐควรจัดสรรงบประมาณในการด�ำเนินการอย่างน้อยดังนี้
41
มาตรฐานและแนวทางการด�ำเนินงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ