3. การตลาดและการขาย จะเกี่ย วพันกั บธุรกิ จอื่น ๆ หากธุรกิ จได้มีการว่าจ้างให้ ธุรกิจอื่ น ๆ เป็ น
ตัวแทนทางการตลาดและการขาย แต่ในกรณีที่ธุรกิจได้ทำกิจกรรมนี้ด้วยตนเอง จะมีความเกี่ยวข้ องกับการ
โฆษณาและความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ตลอดจนการจัดการของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการขาย
4. ลูกค้าและบริการ จะเกี่ ยวพันกับธุรกิจอื่น ๆ หากธุรกิจมีการว่าจ้างให้ธุรกิจอื่น ๆ เป็นตัวแทนใน
การให้ บริการลูกค้าหลังการขาย แต่ในกรณีที่ธุรกิจได้ทำกิจกรรมนี้ด้ว ยตนเอง จะมีความเกี่ยวข้องกับ การ
ปฏิบัตติ อ่ ลูกค้าอย่างเท่าเทียม และความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า
จากการวิเคราะห์ข้างต้น สิทธิสำหรับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานจะมีความทั บซ้อนกับหลากหลายสิทธิ
และเป็น การพิจารณาประเด็นสิทธิมนุษยชนกับการประกอบธุรกิจในทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้ องทั้งทางตรง (ที่
ดำเนินการเอง) และทางอ้อม (ที่ดำเนินการผ่านธุรกิจที่เชื่อมโยง)
ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความทับซ้อนในการวิเคราะห์ การวิเคราะห์สิทธิสำหรับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานจะ
พิจารณาเฉพาะสิทธิที่ไม่ได้ถูกวิเคราะห์ผ่านสิทธิในหมวดอื่น ๆ ซึ่งพบว่าสิทธิสำหรั บธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน
สามารถจำแนกการวิเคราะห์ออกได้เป็น 2 หมวดใหญ่ ๆ (ตารางที่ 3-2) ได้แก่
1. สิทธิสำหรับเกษตรกรที่ เป็นผู้ ผลิตวัตถุดิบ ซึ่งอาจจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากภาคธุรกิจโดยการ
บังคับให้ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรม หรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากอำนาจตลาดที่ไม่เท่ าเทียมกันระหว่างธุรกิจกับ
เกษตรกร
2. สิทธิทเี่ กี่ยวข้องกับธุรกิจเชื่อมโยง ซึ่งอาจจะเป็นบุ���คลธรรมดา หรือเป็นนิติบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
กับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานอันใดอันหนึ่ง (การจัดซื้อวัตถุดิบและสินค้ าขั้นกลาง การตลาดและการขาย และ
ลูกค้าและบริการ)
51