สัมภาษณ์ทั้งเชิงลึกและสัมภาษณ์ กลุ่ม ร่วมกับสังเกตการณ์ในพื้นที่ แล้วจึงนําข้อมูลที่ได้มา
วิเคราะห์เนื้อหา สังเคราะห์และสรุปผลการศึกษา
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มคนที่แตกต่างกันในอ่าวปัตตานี มีความเข้าใจและตีความคําว่า
สิทธิชุมชนแตกต่างกันตามประสบการณ์และการรับรู้ รวมถึงการเรียนรู้เพิ่มเติม จากการทํางาน
จากการศึ ก ษาหรือ แม้ ก ระทั่ ง จากนโยบายหรื อ ข้ อ กฎหมายที่ บั ง คั บ ใช้ ห รื อ เป็ น กรอบหรื อ
แนวทางให้ตนเองถือปฏิบัติ ซึ่งระดับความเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนมีความสัมพันธ์กั บความใกล้ชิด
ในการใช้ทรัพยากร หรือการผูกโยงตนเอง ครอบครัว การทํามาหากิน การดูแลปากท้องที่
จําเป็นต้องพึ่งพิงทรัพยากรในอ่าวปัตตานี กล่าวคือ ระดับความเข้มข้นในความเข้าใจเรื่องสิทธิ
ชุมชนของชาวประมงพื้นบ้านในอ่าวปัตตานี จะมีในระดับที่สูง เนื่องจากอ่าวปัตตานีถือเป็น
แหล่งทํากินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และสัมพันธ์กับวิธีการจับสัตว์น้ําหรืออนุรักษ์เพื่อความยั่งยืน
โดยถือว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของแต่ควรต้องร่วมกันอนุรักษ์ไว้ และถือเป็นความเข้าใจสิทธิชุมชนใน
เชิงซ้อนคือ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในอ่าวปัตตานี มีความสัมพันธ์กับ
วิถีชีวิต หลักปฏิบัติ คําสอนทางศาสนาและธรรมชาติ ในขณะที่ความเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนใน
แง่มุมของภาคส่วนที่เป็นเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะยึดโยงอยู่กับหลักการทางกฎหมายและการบังคับ
ใช้ ก ฎหมาย หรือ นโยบายและระเบี ย บการบริ ห ารราชการแผ่ น ดิ น จึ ง ทํ า ให้ เห็ น ได้ ว่ า หาก
ชาวประมงพื้นบ้านมองสิทธิชุมชนในลักษณะองค์รวม ทางหน่วยงานภาครัฐกลับมองสิทธิ
ชุมชนแบบแยกส่วน อย่างน้อยก็ตามลักษณะอํานาจหน้าที่และการบริหารจัดการภายในอํานาจ
หน้าที่ของตนที่ได้รับการจัดสรรมา ซึ่ งความเข้าใจและหลักปฏิบัตินี้เองก็ส่งผลกระทบต่อการ
จัดการทรัพยากรและการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในพื้นที่
ความเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนดังกล่าว นํามาสู่เงื่อนไขที่ส่งเสริมและเป็นอุปสรรคต่อการ
เคลื่อนไหวเพื่อการเข้าถึงสิทธิชุมชน โดยเงื่อนไขที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหวคือ มีการร่วมกลุ่ม
ชาวประมงพื้ น บ้ าน ชาวบ้ า นและกลุ่ ม คนที่ มี ค วามตระหนั ก ถึ ง สิ ท ธิ ชุ ม ชนและการจั ด การ
ทรัพยากรในพื้นที่โดยชุมชน รวมถึงมีกลุ่มอาชีพ และมีหน่วยงานภายนอกสนับสนุน รวมถึงมี
สถาบันทางศาสนาของชุมชนที่เป็นแหล่งยึดเหนี่ยวความรู้สึกของคนในชุมชน ส่วนเงื่อนไขที่
เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวเพื่อเข้าถึงสิทธิชุมชน พบว่า การที่เจ้าหน้าที่ รัฐไม่สามารถบังคับ
ใช้กฎหมายได้อย่างจริงจัง อาจเพราะการไม่เคารพกฎหมายของประชาชนหรือความทับซ้อนกัน
ของหน่วยงานหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ ในด้านต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งเพราะมีสาเหตุ
จากความไม่ชัดเจนของการกระทําผิด ที่อาจทําให้เจ้าหน้าที่อาจเสี่ยงที่ จะมีความผิด หรือถูก
67