รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๘
แผนดังกล่าวในส่วนแผนสิทธิมนุษยชนของกลุ่มผู้ต้องหา/ผู้ต้องขัง ได้มีกิจกรรมที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสภาพเรือนจ�ำ การขยาย
สาธารณูปโภคต่าง ๆ การส่งเสริมการปฏิบัติต่อจ�ำเลยโดยค�ำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และปรับแก้ไขพระราชบัญญัติราชทัณฑ์
๔๘
พ.ศ. ๒๔๗๙ โดยที่ยังมิได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. ....
และยังไม่มกี ารแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเกีย่ วกับค�ำนิยามการทรมาน อาจกล่าวได้วา่ กฎหมายภายในของประเทศไทยไม่มบี ทบัญญัติ
ความผิดฐานการกระท�ำทรมานที่สอดคล้องกับอนุสัญญา CAT
กสม. เคยมี ข ้ อ เสนอแนะไปยั ง รั ฐ บาลขอให้ ท บทวนการบั ง คั บ ใช้ ก ฎหมายพิ เ ศษด้ า นความมั่ น คงในจั ง หวั ด ชายแดนภาคใต้
โดยให้ใช้อย่างจ�ำกัดเท่าที่จ�ำเป็น เมื่อใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใด หากสถานการณ์ดีขึ้นควรยกเลิกการใช้กฎหมายความมั่นคง
ฉบับดังกล่าว แล้วใช้กฎหมายที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนน้อยที่สุด๔๙
ส� ำ หรั บ การป้ อ งกั น และการคุ ้ ม ครองบุ ค คล
จากการถูกกระท�ำทรมานในสถานทีท่ ที่ ำ� ให้บคุ คล
เสือ่ มเสียอิสรภาพนัน้ การบริหารจัดการเรือนจ�ำ
และปฏิบตั ติ อ่ ผูถ้ กู คุมขังภายใต้ความรับผิดชอบ
ของกรมราชทัณฑ์ได้มพี ระราชบัญญัตริ าชทัณฑ์
พ.ศ. ๒๔๗๙ เป็ น กฎหมายหลั ก ซึ่ ง พบว่ า
มี บ ทบั ญ ญั ติ บ างประการที่ เ ปิ ด โอกาสให้
ผู้ถูกคุมขังถูกกระท�ำทรมาน เช่น ก�ำหนดให้ใช้
การขั ง เดี่ ย วเเละการขั ง ห้ อ งมื ด โดยความ
เห็นชอบของแพทย์ และเฆี่ยนในความควบคุม
ของแพทย์ เ ป็ น บทลงโทษแก่ ผู ้ ต ้ อ งขั ง ที่
๕๐
ท� ำ ผิ ด วิ นั ย ซึ่ ง แม้ ใ นทางปฏิ บั ติ ก รมราชทั ณ ฑ์ ก็ ไ ด้ ย กเลิ ก การลงโทษ
๕๑
๕๒
โดยการขั ง ห้ อ งมื ด และการเฆี่ ย น แล้ ว แต่ ยั ง มี บ ทบั ญ ญั ติ เ กี่ ย วกั บ
โทษดั ง กล่ า วในกฎหมายและอี ก ทั้ ง เนื้ อ หาบางประการไม่ ส อดคล้ อ งกั บ
มาตรฐานขั้ น ต�่ ำ ว่ า ด้ ว ยการปฏิ บั ติ ต ่ อ ผู ้ ต ้ อ งขั ง และข้ อ ก� ำ หนดของ
สหประชาชาติส�ำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจ�ำและมาตรการ
ที่มิใช่การคุมขังส�ำหรับผู้กระท�ำผิดหญิง (Bangkok Rules) ที่ประเทศไทย
ได้รับรอง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอยู่ระหว่างร่างพระราชบัญญัติราชทัณฑ์
ซึ่ ง ได้ แ ก้ ไ ขเพิ่ ม เติ ม บทบั ญ ญั ติ ใ ห้ ส อดคล้ อ งกั บ มาตรฐานขั้ น ต�่ ำ
และข้อก�ำหนดกรุงเทพมากขึ้น ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวอยู่ระหว่าง
๕๓
การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ในปี ๒๕๕๔ – ๒๕๕๕ กสม. ได้ด�ำเนินการโครงการตรวจเยี่ยมสถานที่เสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน สถานีต�ำรวจและเรือนจ�ำ มีสถานี
ต�ำรวจที่เข้ารับการตรวจเยี่ยม ๑๖ แห่ง และมีเรือนจ�ำที่เข้ารับการตรวจเยี่ยม ๑๘ แห่ง ข้อค้นพบจากโครงการดังกล่าว คือ ในส่วนของ
สถานีต�ำรวจ พบว่า สถานีต�ำรวจส่วนใหญ่มีการแยกห้องควบคุมตัวระหว่างหญิงกับชาย และระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ สภาพทางกายภาพ
โดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ดี ยกเว้นบางแห่งที่ห้องควบคุมผู้ต้องหามีสภาพทรุดโทรมหรือสะอาดไม่เพียงพอ
๔๘ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๔–๔๕
๔๙ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ประมวลรายงานผลการพิจารณาเพื่อเสนอแนะนโยบายหรือข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย และกฎ ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ง
ชาติ เล่ม ๑ ระหว่าง ๑ มีนาคม ๒๕๕๔ – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๗, เรื่อง ข้อเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธ
ศักราช ๒๔๕๗ พระราชก�ำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑, หน้า ๒๐-๒๓
๕๐ พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.๒๕๗๙ มาตรา ๓๕ (๖) (๗) และ (๘)
๕๑ กรมราชทัณฑ์มีนโยบายยกเลิกการใช้ห้องมืดมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘
๕๒ ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบกรมราชทัณฑ์ ฉบับที่ ๑ เรื่องการลงโทษเฆี่ยน พ.ศ. ๒๔๘๐ และ พ.ศ. ๒๕๔๘
๕๓ ส�ำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๘ เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. .... ดูรายละเอียดได้ที่<www.cabinet.soc.go.th>
(เข้าดู ณ วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๙)
46
บทที่ ๓ สถานการณ์สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
นับแต่รัฐบาลได้บังคับใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเมื่อมีการรัฐประหารและประกาศใช้
พระราชบัญญัตกิ ฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ พบว่า บทบัญญัตขิ องกฎหมายดังกล่าวท�ำให้บคุ คลโดยเฉพาะทีต่ อ้ งสงสัยได้กระท�ำ
การที่ขัดต่อกฎหมายดังกล่าวมีโอกาสเสี่ยงต่อการถูกกระท�ำด้วยการทรมาน กล่าวคือ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึกฯ มาตรา ๑๕ ทวิ
ให้อำ� นาจเจ้าหน้าทีค่ วามมัน่ คงกักตัวบุคคลทีม่ เี หตุควรสงสัยเพือ่ สอบถามได้เป็นเวลา ๗ วัน โดยไม่ตอ้ งขอหมายจับจากศาล พระราชก�ำหนด
การบริหาร���าชการในสถานการณ์ฉกุ เฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ก�ำหนดให้เจ้าหน้าทีส่ ามารถควบคุมตัวบุคคลได้ ๗ วัน อาจขอขยายเวลาได้ครัง้ ละ ๗ วัน
แต่ไม่เกิน ๓๐ วัน ในสถานที่ที่ไม่ใช่ที่ควบคุมตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยไม่มีบทบัญญัติรับรองสิทธิของผู้ถูก
ควบคุมตัว เช่น การได้รับการเยี่ยมจากญาติหรือปรึกษาทนายความ เป็นต้น