ฌ ตามที่กฎหมายกาหนดว่า “การกระทาที่ไม่ใช่การกระทาอันเป็นการเลือกปฏิบัติ” (It is not a discriminatory practice) ดังเช่นกรณีกฎหมายแคนาดา 4. ก าหนดเรี ย กการปฏิ บั ติ ที่ แ ตกต่า งกั น อั น ต้ อ งห้ ามตามกฎหมายว่ า “การเลื อ กปฏิ บั ติ ” (Discrimination) และกาหนดเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกันแต่มีเหตุผลอันสมควรตามที่กฎหมายกาหนด หรือ ไม่เข้าองค์ประกอบเงื่อนไขของการเลือกปฏิบัติที่ต้องห้ามตามกฎหมายว่า “การปฏิบัติที่แตกต่างกัน” (Differentiation หรือ Differential Treatment) ดังเช่นแนวคาวินิจฉัยของศาลสูงสุดสิงค์โปร์ หรือกฎหมาย ประเทศฟินแลนด์ สวีเดน เป็นต้น สาหรับกรณีของไทยนั้นอาจเทียบเคียงได้กับรูปแบบที่ 1 อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยมีข้อสังเกตว่า การใช้คา “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม” ในบริบทของกฎหมายไทยมีลักษณะที่แตกต่างจากการใช้คาดังกล่าวใน ประเทศที่มีกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติเป็นกฎหมายเฉพาะในลักษณะของกฎหมายกลางที่ครอบคลุม การเลือกปฏิบัติในมิติต่างๆ เช่น แคนาดา ฟินแลนด์ สวีเดน เป็นต้น นอกจากนี้ กฎหมายสิ ทธิมนุษยชน ระหว่างประเทศมีการจาแนกระหว่างการปฏิบัติที่แตกต่างกัน (Differential Treatment หรือ Distinction) ซึ่งไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย กับ “การเลือกปฏิบัติ” (Discrimination) ที่ต้องห้ามตามกฎหมาย โดยมิได้ใช้คา ว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม” แต่อย่างไร เนื่องจากหากการปฏิบัติแตกต่างกันนั้นไม่อาจอ้างเหตุที่ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็จะถือว่าเป็นการ “เลือกปฏิบัติ” ซึ่งมีนัยที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ ในตัวเอง ด้วยเหตุนี้ หากไทยมีการบัญญัติกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติในลักษณะกฎหมายกลางดังเช่นประเทศ ต่างๆ ที่มีกฎหมายลักษณะนี้ ก็ควรจะมีการใช้ถ้อยคาให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่าง ประเทศและกฎหมายประเทศต่างๆ เพื่อจาแนกความแตกต่างระหว่าง (ก) การเลื อกปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่มีขอบเขตเฉพาะการปฏิบัติที่แตกต่างกันอัน เกี่ยวเนื่องจากเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติต่างๆ และ (ข) การเลือกปฏิบัติในบริบทของกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายปกครอง ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าและ ไม่จากัดเฉพาะการปฏิบัติแตกต่างกันด้วยเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติเท่านั้น ขอบเขตของการเลือกปฏิบัติในกรอบกฎหมายสิทธิมนุษยชน ผลการวิจัยพบว่า การใช้คา “เลือกปฏิบัติ” สะท้อนถึงความหมายหลายนัย ในหลายบริบท หาก พิจารณาในกรอบของกฎหมายสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีปัจจัยสาคัญประกอบการพิจารณาได้แก่ เหตุแห่งการเลือก ปฏิบัติ และ มิติของการเลือกปฏิบัติ ประกอบกับปัจจัยอื่น เช่น มาตรการยืนยันสิทธิเชิงบวก หลักการชั่ง น้าหนักกับผลประโยชน์อื่น หลักความได้สั ดส่วน แล้ วพบว่า ในหลายกรณีที่มีประเด็นว่าเกิด “การเลือก ปฏิบัติ” นั้น อาจไม่อยู่ในขอบเขตการเลือกปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ยังมีกรณีการเลือก ปฏิบัติที่ทับซ้อนกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่น รวมทั้งยังมีกรณีการเลือกปฏิบัติในบริบทของกฎหมายอื่น ซึ่ง อาจจาแนกสรุปได้ 3 กรณีหลักดังนี้ ���รณีแรก : กรณีการปฏิบัติที่อยู่ในขอบเขตและไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายสิทธิมนุษยชน

Select target paragraph3