รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำ�ปี ๒๕๕๖
ร้ อ งเรี ย นว่ า มี ก ารใช้ ค วามรุ น แรงในการจั บ กุ ม ควบคุ ม ตั ว การซ้ อ มทรมานเพื่ อ ให้ รั บ สารภาพ หรื อ
การเหวี่ ย งแหจั บ กุ ม โดยการขาดการหาพยานหลั ก ฐานที่ ชั ด เจน ทำ � ให้ มี ผู้ ถู ก จั บ กุ ม ดำ � เนิ น คดี
ในกระบวนการทางศาลเป็นจำ�นวนมาก ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมมีความล่าช้า นำ�ไปสู่การทำ�ให้ผู้ที่มี
ความเห็นต่างไปสร้างเงื่อนไขในการลดความชอบธรรมในการทำ�หน้าที่ของฝ่ายรัฐ ทั้งในด้านความมั่นคง
และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือว่าไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารและพัฒนา
จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ที่ให้ความสำ�คัญกับการให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนใน
พื้นที่โดยยึดหลักนิติรัฐและเคารพหลักสิทธิมนุษยชน ประกอบกับหลักการในเรื่องสิทธิในกระบวนการ
ยุติธรรมที่บัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำ�หนดว่า บุคคลย่อมเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย
สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง (มาตรา ๔๐) และกำ�หนดให้รัฐต้องดำ�เนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมาย
และการยุติธรรม โดยดูแลให้มีการปฏิบัติแ ละบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ ว
เป็นธรรม และทั่วถึง คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
และโดยบุคคลอื่นและต้องอำ�นวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน (มาตรา ๘๑)
ส่วนด้านการเยียวยาผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ มติคณะรัฐมนตรีและระเบียบ
ที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาโดยภาครัฐที่ได้เพิ่มอัตราการเยียวยาผู้เสียหายกรณีได้รับผลกระทบจากการ
ก่อความไม่สงบให้เท่าเทียมกับกรณีที่เกิดจากการกระทำ�ของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกี่ยวเนื่องกับความไม่สงบ
เห็นได้ว่า รัฐมีความพยายามในการดำ�เนินการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่
ภาคใต้ให้เกิดความเท่าเทียมกันในทุกภาคส่วนตามรัฐธรรมนูญ ในส่วนกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง
กับการเยียวยาตามรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งสอดรับกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธ��พลเมืองและสิทธิทางการ
ได้วางหลักประกันว่าบุคคลใดที่ถูกละเมิดต้องได้รับการเยียวยาอย่างเป็นผลจริงจัง โดยไม่ต้องคำ�นึงว่า
การละเมิดนั้นจะได้กระทำ�โดยบุคคลผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือไม่
การประเมินการเตรียมการเข้าเป็นภาคี
สนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๐ ในการเข้า
เป็นภาคี ไทยได้ทำ�คำ�แถลงตีความเข้าใจการดำ�เนินการตามบทบัญญัติของอนุสัญญาฯ ว่าจะเป็นไปตาม
ประมวลกฎหมายอาญาของไทยที่ ใช้ อ ยู่ ใ นปั จ จุ บั น ใน ๓ ข้ อ รวมถึ ง ข้ อ ๑ ในประเด็ น เรื่ อ งนิ ย ามของ
“การทรมาน” โดยไทยจะได้ ป รั บ ปรุ ง กฎหมายให้ ส อดคล้ อ งกั บ บทบั ญ ญั ติ ข องอนุ สั ญ ญาฯ ต่ อ ไป
23