การทาไร่หมุนเวียนของคนหินลาด แม้ในบางครอบครัวเริ่มปรับเปลี่ยนไปสู่ การปลูกเชิงเดี่ยว
มากขึ้นและปรับการใช้พื้นที่เพื่อเน้นการผลิตเพื่อสนองตลาดมากขึ้น แต่โดยรวมยังเป็นไปในลักษณะ
ที่รักษาสมดุลของระบบนิเวศและเน้นฐานความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่ไปกับการจัดการให้เกิดความ
ยั่งยืนของทรัพยากรในหลากหลายมิติ เช่น ใช้ความเชื่อ พิธีกรรม ภูมิปัญญาและกฎระเบียบข้อตกลง
ร่วมของชุมชนเข้ามากากับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ชุมชนได้ยึดถือเป็นแนวการดารงชีพมานับตั้งแต่อดีต หรือกล่าว
ได้ว่าชุมชนมีการใช้การบริโภคทรัพยากรน้อยกว่าปริมาณทรัพ ยากรที่มีอยู่ ลักษณะการบริโภคดังนี้
จึงช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศไม่ให้สูญเสีย ค่านิยมในการบริโภคอาหารภายในชุมชนมากว่าซื้อหา
จากภายนอก (จากสัดส่วนการบริโภคอาหารในครัวเรือน) ทาให้ชุมชนยังคงบริโภคอาหารพื้นบ้านและ
นาพืชผักท้องถิ่นมาประกอบเป็นอาหาร โดยพืชผัก ส่วนใหญ่ที่นามาบริโภคมาจากไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็น
พื้นที่ที่มีชนิดของพืชผักอาหารและความหลากหลายของพันธุกรรมพื้นบ้านมากที่สุด
นอกจากนั้นภายใต้นโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ของรัฐบาลปัจจุบัน
มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิการใช้ที่ดินของชุมชนกะเหรี่ยงอีกละรอก ดังกรณีตัวอย่างของชุมชน
ห้วยหินลาด ที่มีการเคลื่อนไหวเพื่อติดตามนโยบายดังกล่าว โดยกลุ่มผู้นาชุมชนได้ทราบข่าวว่าทาง
คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดเชียงราย (คทช.จังหวัด) มีแผนงานที่จะดาเนินการจัดที่ดินทากิน
ให้กับชุมชนบ้านห้วยหินลาดตามนโยบายของรัฐบาล (ในปีงบประมาณ ๒๕๕๙) คนในชุมชนจึงรู้สึก
สับสนและเป็นกังวลเกี่ยวกับการดาเนินการดังกล่าวที่อาจซ้าซ้อนและกระทบกับการดาเนินการแก้ไข
ปัญหาที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนซึ่งคนห้วยหินลาดได้ดาเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ และ
ทางชุมชนจึงได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ผ่าน
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมกับยื่นหนังสืออีกหนึ่งฉบับถึงประธานอนุกรรมการนโยบายที่ดิน
จังหวัดเชียงราย (คทช.จังหวัด) เพื่อให้ชี้แจงความเป็นมาของการดาเนินการดังกล่าว
“หลังจากที่ทางชุมชนได้รับทราบข่าวว่า คทช.จะเข้ามาดาเนินการในพื้นที่นั้น ตนและชาวบ้าน
ทั้ ง สามหย่ อ มบ้ า นรู้ สึ ก เป็ น กั ง วลและเกิ ด ความสั บ สนเป็ น อย่ า งมาก มี ค ณะกรรมการโฉนดชุ ม ชน
หลายรายตั้งคาถามว่าทาไมรัฐบาลไม่เดินหน้าหรือสานต่อนโยบายโฉนดชุมชน ซึ่งมีการดาเนินงานอย่าง
เป็นรูปธรรมชัดเจนอยู่แล้วและชุมชนเองก็มีความชื่อมั่นว่าหากมีการรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการ
ที่ ดิ น ในรู ป แบบโฉนดชุ ม ชน จะสามารถสนั บ สนุ น ให้ ชุ ม ชนเข้ า ถึ ง และใช้ ป ระโยชน์ ใ นที่ ดิ น อย่ า งมี
ประสิทธิภาพ สามารถรักษาที่ดินให้สืบทอดไปจนถึงลูกหลาย โดยจะไม่มีการเปลี่ยนมือที่ดินให้กับคน
ภายนอกชุ ม ชนเนื่ อ งจากมี ก ารจั ด ท าขอบเขตแผนที่ ก ากั บ ไว้ อ ย่ า งชั ด เจนทุ ก แปลงและยั ง มี ก ลไก
คณะกรรมการ กฎระเบียบการจัดการที่ดินของชุมชนเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการที่ดินได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ”…ผู้นาชุมชนท่านหนึ่งกล่าวถึงถานการณ์ดังกล่าว
กรณีบ้านกลาง การทาไร่หมุนเวียนตั้งแต่อดีตของชาวบ้านเป็นการผลิตหลักเพื่อผลิตข้าว พืช
อาหาร สมุนไพร การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อ ประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๖ ที่เริ่มมีองค์กรต่างๆ อาทิเช่น
กรมประชาสงเคราะห์ ศูน ย์ พัฒ นาชาวเขา โครงการไทย-ออสเตรเลี ย โครงการไทย-เยอรมัน และ
โครงการไทย-นอร์เวย์ เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านบุกเบิกนาขันบันได ทาสวนไม้ผลยืนต้น เช่น กาแฟ ลิ้นจี่
ลาไย มะม่วง ส้มโอ ข้าวบาร์เลย์ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ซึ่งในสมัยนั้นการทานายังไม่เป็นที่นิยมมากนัก
เนื่องจากสภาพความแห้งแล้งจากการทาลายป่าเมื่อครั้งสัมปทาน ที่ส่งผลให้น้าในลาห้วยแห้ง ไม่พอต่อ
การทานาข้าว รวมถึงการปลูกไม้ผลเศรษฐกิจในพื้นที่ไร่หมุนเวียนที่พักไว้ (ไร่เหล่า) ให้ผลผลิตน้อยและมี
๖๔