โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือในการตรวจพิสูจน์สิทธิของชุมชนในพื้นที่ป่า เช่น แผนที่ตางๆ ที่ต้องอาศัย
เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ควบคู่กันไปกับเครื่องมือทางสังคม เช่นการพิจารณาองค์ความรู้ประวัติศาสตร์
ประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชนนั้นด้วย มิใช่มุ่งเน้นแต่เพพียงการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพียง
อย่างเดียว
คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินละป่า พบว่า แม้คาร้องเรียนทั้ง ๔๐ กรณีจะได้รับ
ผลกระทบจากการอ้างคาสั่ง คสช.ของเจ้าหน้าที่เข้าดาเนินการต่อชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ในลักษณะที่
เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่มีความเป็นมาพัฒนาการ รายละเอียด และ
ปัจจัยหรือตัวแปรที่แตกต่าง ซึ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละคาร้องให้สาเร็จลุล่วงและยั่งยืนได้
อย่างแท้จริงนั้น จาเป็นต้องมีการศึกษาความแตกต่างในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ให้ได้ครบถ้วนและท่องแท้
และกาหนดวิธีการแก้ไขปั ญหาที่มีความเหมาะสมเฉพาะในแต่ล ะพื้นที่คาร้อง คณะอนุกรรมการ มี
ความเห็นว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สาคัญในการดารงชีวิตของมนุษย์
หลักการสิทธิมนุษยชนจึงถือว่าสิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์จึงไม่
อาจถูกยกเลิกหรือขัดขวางได้ และถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ด้วยเห���ุนี้ สิทธิในการเข้าถึง การใช้
ประโยชน์ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์ที่รวมกันเป็นชุมชน จึงได้ถูกรับรองไว้ในกติกา
ระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่สาคัญหลายฉบับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองสิทธิทาง
การเมือง และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยกติการะหว่าง
ประเทศเหล่านี้ถือว่า ชุมชนมีสิทธิในการกาหนดเจตจานงตนเอง มีสิทธิในการจัดการโภคทรัพย์และ
ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเสรี และมีสิทธิที่จะไม่ถูกลิดรอนสิทธิในการดารงวิถีชีวิตของตนไม่ว่ากรณีใด
นอกจากนี้ ในเรื่องสิทธิการมีที่อยู่อาศัยและการไม่ถูกบังคับไล่รื้อเป็นสิทธิมนุษยชนที่ต้องได้รับ
การคุ้มครองเช่นเดียวกัน และแม้มีความจาเป็นต้องใช้วิธีการไล่รื้อ รัฐก็ต้องประกันว่าต้องเป็นวิธีการ
สุดท้ายที่จะถูกนาไปบังคับใช้ และผู้ที่ถูกบังคับไล่รื้อก็ต้องได้รับการชดเชยเยียวยาอย่างเพีย งพอ ตามที่
ระบุไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วนเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรม ข้อ ๑๑ ข้อย่อยที่ ๑ และรวมทั้ง
ตามข้อกังวลและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ในคณะ
มนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ที่มีข้อสักเกตุเชิงสรุปต่อรายงานการปฏิ บัติงานฉบับที่หนึ่ง
และฉบั บ ที่ส องของประเทศไทย ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้ว ยสิ ทธิ ทางเศรษฐกิจ สั งคม และ
วัฒนธรรม (international covenant on economic, social and cultural rights - ICESCR)
คณะอนุกรรมการ มีความเห็นว่า เมื่อพิจารณากติกาและหลักปฏิบัติระหว่างประเทศข้ างต้น
แล้ว กรณีเจ้าหน้าที่รัฐอ้างคาสั่ง คสช. ฉบับที่ ๖๔/๒๕๕๗ และ ฉบับที่ ๖๖/๒๕๕๗ เข้าดาเนินการต่อ
ประชาชนในพื้น ที่ ตามกรณีร้ อ งเรี ย นนั้ น ก่อให้ เกิด ผลกระทบต่ อ สิ ท ธิใ นกา���บริห ารจัด การและใช้
ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ และกระทบต่อสิทธิในการมีที่อยู่อาศัยและการไม่ถูกบั งคับไล่รื้อ การใช้
มาตรการดาเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่าด้วยความรุนแรงดังกล่าว รังแต่จะซ้าเติมและสร้าง
ความขัดแย้งกับประชาชนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ การเรียกร้องความเป็นธรรมในกรณีปัญหาการประกาศพื้นที่
ป่ าทับ ซ้อนที่ อยู่ อ าศัย และที่ ทากิ น ของประชาชนมีจ านวนมากและเป็ นปั ญหาที่เ รื้ อรั ง มาเป็ น เวลา
ยาวนานแล้ว อีกทั้งยังพบว่าหลายกรณีที่อยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ การทากิน
ของประชาชนที่เป็นไปเพื่อเลี้ยงชีวิตและครอบครัวเท่านั้น จึงไม่เข้าข่ายที่รัฐจะไปดาเนินการตามคาสั่งที่
๖๔/๒๕๕๗ ดังนั้น จึงถือว่าการกระทาอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสมควรที่รัฐไทยในฐานะที่มี
หน้าที่ต้องคุ้มครองสิทธิตามทันกรณีระหว่างประเทศของประชาชนชาวไทยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔
๓๖