เรื่อยมาโดยไม่ทาลายป่า เพราะทาให้พื้นที่เล็กๆ หมุนเวียนให้ป่าฟื้นฟูจนใน พ.ศ.๒๕๓๗ สานักงานการ ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดสุพรรณบุรี ได้เข้าไปดาเนินโครงการปฏิรูปที่ดิน พร้อมทั้งแจกเอกสาร สปก ๔-๙๘ ซึ่งเป็นการรับรองการทาประโยชน์ที่แสดงว่าผู้ถือใบดังกล่าวเป็นพื้นผู้ถือครองที่ดินในพื้นที่ โครงการปฏิรูปที่ดิน ต่อมาใน พ.ศ.๒๕๓๘ ผู้นาชุมชนได้เดินหมายแนวเขตที่ดินบริเวณที่ราษฎรบ้านป่า ผาก ทากินเพื่อสร้างสถานีพัฒนาอาหารสัตว์สุพรรณบุรี ทาให้ราษฎรบ้านป่าผาก จานวน ๑๔ ราย ที่มี ที่ดินทากินในบริเวณดังกล่าวยืนยันว่า กรมปศุสัตว์ต้องหาพื้นที่ทดแทนให้กับบุคคลทั้งหมดจึงจะยอมให้ จัดตั้งสถานีพัฒนาอาหารสัตว์สุพรรณบุรี แต่กรมปศุวัตว์ต้องหาพื้นที่ทดแทนให้กับบุคคลทั้งหมดจึงจะ ยอมให้จัดตั้งสถานี พัฒนาอาหารสั ตว์สุ พรรณบุรี แต่กรมปศุสั ตว์ได้ดาเนินการก่อสร้างสถานี พัฒ นา อาหารสัตว์สุพรรณบุรีและไถพืชไร่ราษฎรบ้านป่าผากปลูกทาให้ได้รับความเสียหายทั้งหมด อีกทั้งกรม ปศุสัตว์ไม่ยอมจัดหาพื้นที่รองรับให้กับราษฎรบ้านป่าผาก ราษฎรบ้านป่าผากได้เข้าทากินในพื้นที่เหนือสถานีพัฒนาอาหารสัตว์สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นบริเวณ ที่เคยทากิน และเป็ น ไร่ ซากเดิม แต่เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๑ กรมอุทยานแห่ งชาติ สั ตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ ประกาศให้บริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอุทยานแห่งชาติพุเตย ทาให้ราษฎรบ้านป่าผากไม่มีที่ดินทากิน และกรมอุทยานแห่งชาติไม่ยอมกันพื้นที่ที่ราษฎรบ้านป่าผากทากินเดิมออกจากเขตอุทยานแห่ งชาติพุ เตย ราษฎรบ้านป่าผากจาเป็นต้องเข้าไปทากินในบริเวณห้วยน้าพุและห้วยป่าผาก ซึ่งเคยเป็นไร่ซาก พื้นที่ทากินเดิมของราษฎร ต่อมาจังหวัดสุพรรณบุรีได้ดาเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่ดังกล่าวจากกรมป่าไม้ เพื่อให้กรม ชลประทานก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดเล็ก โครงการอ่างเก็บน้าองค์พระ ซึ่งจะทับพื้นที่ทากิน ของราษฎรบ้านป่าผาก ราษฎรบ้านป่าผากจึงรวมตัวกันร้องเรียนเพื่อขอกรมป่าไม้อนุญาตให้ราษฎรบ้าน ป่าผากใช้ที่ดินเหนืออ่างเก็บน้าองค์พระเพื่อทากิน แต่กรมป่าไม้ไม่อนุญาต โดยอ้างว่าที่ดิน ๑,๒๐๐ ไร่ ที่ราษฎรจะเข้าไปทากินนั่น เป็นแปลงปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาศทรงครองราชย์ปีที่ ๕๐ และได้ถวายพื้นที่ดังกล่าวไปแล้ว จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น เป็นเหตุให้ราษฎรบ้านป่าผากไม่มีพื้นที่ทากินมานานนับ ๑๐ ปี ต้องประสบปัญหาเดือดร้อนข้างต้นอย่างหนัก ก่อผลกระทบต่อการดาเนินชีวิตอย่างยิ่ง หรือในกรณีของ เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรม ในจังหวัดกาญจนบุรี (รายงานผลการตรวจสอบที่ ๙๐/๒๕๔๙) ซึ่งผู้ถูก ร้อง คือ กองพลทหารราบที่ ๙ และจังหวัดกาญจนบุรี ผู้ร��องได้ยื่นคาร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ กล่าวอ้างว่าชุ มชนมะต้องสู้ หมู่ที่ ๓ ตาบลไทรโยค อาเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรีเป็น ชุมชนที่อาศัยทากินและอยู่อาศัยมายาวนาน ต่อมา กองพลทหารราบที่ ๙ โดยสนับสนุนได้มีหนังสือถึง ชาวบ้านให้ออกจากพื้นที่ โดยอ้างว่าต้องนาพื้นที่ดังกล่าวให้นายทุนเช่าทาไร่มัน ข้าวโพด หากครอบครัว ใดมีการปลูกพืชผลจะให้ออกจากพื้นที่หลังเก็บเกี่ยวเสร็จ ซึ่งชาวบ้านจานวน ๑๘ ครอบครัวจากทั้งหมด ๒๕ ครอบครัว ที่อาศัยอยู่ได้ลงชื่อยินยอมรื้อย้าย และได้ออกจากพื้นที่แล้ว ๑๖ ครอบครัว เหลือเตรียม ขนย้ายอีก ๒ ครอบครัว ชาวบ้านที่ย้ายออกไปนั้นทหารได้จัดพื้นที่ให้อยู่อาศั ย โดยแจ้งว่าพื้นที่ที่จัดให้ เป็นที่ของทหาร แต่ปรากฏว่ามีเอกชนเจ้าของที่ดินเดิมอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตน ทาให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ เกรงว่าจะเกิดปัญหาเรื่องความปลอดภัย ส่วนชาวบ้านที่ไม่ยอมลงชื่ออีก ๗ ครอบครัว เกรงว่าจะไม่ได้รับ ความปลอดภัย เนื่องจากบางครั้งทหารดื่มสุราเมาแล้วยิงปืน บางครั้งมีการปาระเบิดข้างที่ทาการทหาร จึงได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้ดาเนินการตรวจสอบ ๓๑

Select target paragraph3