ปรัชญาการมองสิ่งของเปลี่ยนไป สังคมเน้นปัจเจกนิยมมากขึ้นจากสังคมทุนนิยมและมันก็เหลือแต่เรื่อง
ของ “ความเป็นเจ้าของเท่านั้น” สอดคล้องกับ C.M.Hann จึงเสนอในงานของเขา “Introduction: the
embeddedness of property” (๑๙๙๘) ว่าต้องพิจารณาจาก “Law in use” ไม่ใช่ “Law in book”
เพราะในความเป็นจริงมันมีทั้งเรื่องส่วนตัวและสาธารณะซ้อนกันอยู่และเรื่องกฎหมายไม่ใช่ตัวชี้ขาด
เขาจึงเน้นเรื่องของ “the distribution of social entitlements” และ “access” เพราะมันจะนาไปสู่
การพิจารณาความเป็นสถาบันของสิทธิการจัดการ การเข้าถึงทรัพย์สินและทรัพยากรต่างๆ ในหลายมิติ
ก็คงเหมือนที่ Henry Maine (๑๘๖๑) นักปรัชญากฎหมายชาวอังกฤษที่อธิบายว่าเรื่องของทรัพย์สินนั้น
เหมือนกับ “Bundle of Rights” ที่เต็มไปด้ว ย (เมล็ ด)สิ ทธิอันแตกต่างหลากหลายซ้ อนทับ ขลุ ก อยู่
ด้วยกันในถุงห่อเดียวกัน
ด้ า นมิ ติ ท างกฎหมายและนโยบายกั บ ประเด็ น เรื่ อ งสิ ท ธิ ข องชุ ม ชนในการการจั ด การ
ทรัพยากรธรรมชาติ งานศึกษาของ สุมิตรชัย หัสถสาร ในปี ๒๕๕๙๑๑ ได้อธิบายเชื่อมโยงประเด็น
รัฐธรรมนูญของไทย โดยเฉพาะการประกาศใช้ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐” ซึ่ง
เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสาคัญ เนื่องจากได้บัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเอาไว้อย่างมีนัยสาคัญ
และไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนที่บัญญัติรับรองเอาไว้อย่างมาก
ก่อให้เกิดสานึกใหม่ทางการเมืองของประชาชน หรือที่เรียกว่า “การเมืองภาคประชาชน” โดยเฉพาะใน
ส่ ว นที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ การจั ด การทรั พ ยากรธรรมชาติแ ละสิ่ ง แวดล้ อ มที่ มี ก ารบั ญ ญั ติรั บ รองสิ ท ธิ ของ
ประชาชนเอาไว้ในมาตรา ๔๖ ว่า “บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟู
จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวั ฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมใน
การจัดการ การบารุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล
และยั่งยืน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ” ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า “สิทธิชุมชน” สุมิตรชัยอธิบายเพิ่มเติมว่า
สิทธิชุมชนนี้ถูกรับรองให้เป็นสิทธิตามกฎหมายในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ
ไทย ภายใต้การผลั กดัน ของภาคประชาชน ภาคนักวิช าการ และภาคประชาสั งคม หลั งจากความ
ล้มเหลวของรัฐในการดูแลรักษาและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรอบหลาย
ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะการสู ญเสียผืนป่าไปกับการสัมปทานป่าไม้เป็นจานวนมาก จนประชาชน
ต้องลุกขึ้นมาปกป้องและลุกขึ้นมาบริหารจัดการเอง ดังจะเห็นได้จากการขับเคลื่อนข้อเสนอเรื่องป่า
ชุมชนหลั งจากมีการปิ ดสัมปทานป่าไม้เมื่อปี ๒๕๓๒ จนมีการร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนขึ้นและ
ผลักดันต่อรัฐบาลให้มีการออกกฎหมายมารับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมในการจัดการป่าของชุมชน
ดังนั้น สิทธิชุมชนจึงเป็นเหมือนนวัตกรรมใหม่ของสิทธิอานาจของประชาชนในการลุกขึ้นมา
เรี ย กร้ อ งขอมี ส่ ว นร่ ว มกั บ รั ฐ ในการดู แ ล บ ารุ ง รั ก ษา การบริ ห ารจั ด การและได้ ป ระโยชน์ จ าก
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและความจาเป็นในการดารงวิถีชีวิต
ตามจารีตประเพณี ความเชื่อและบนฐานภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชนที่สืบทอดกันมา แม้ว่ารัฐธรรมนูญ
๒๕๔๐ มาตรา ๔๖ จะไม่ได้บั ญ ญัติ ให้ สิ ทธิชุ มชนสามารถน าไปใช้ ได้ เลย แต่จะต้องมี การตราเป็ น
กฎหมายระดับพระราชบัญญัติเสียก่ อนก็ตาม แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่นักกฎหมายต่างตีความไปต่างๆกัน
บ้างก็ตีความว่าเมื่อรัฐธรรมนูญรับรองแล้วก็สามารถใช้ได้เลย บ้างก็ตีความว่ายังไม่สามารถใช้สิทธิได้ต้อง
๑๑
โปรดดูเพิ่มเติมใน สุมิตรชัย หัตสาร (๒๕๕๙) “โครงการศึกษาปัจจัยเอื้อและข้อจากัดต่อการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ
โดยชุมชนอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาชุมชนต้นแบบเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคเหนือ” เสนอต่อมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือและ Oxfam GB ประเทศ
ไทย
๒๑