มิติที่สาม สิทธิชุมชนในฐานะมิติของการปกป้องวิถีชีวิต จะเห็นได้ว่าสิทธิชุมชนที่ถูกระบุ ไว้ใน
รัฐธรรมนูญของประเทศตั้งแต่ฉบับ พ.ศ.๒๕๔๐ มีส่วนสาคัญที่ช่วยให้หลายชุมชนนามาใช้เรียกร้องสิทธิ
ในการปกป้องผลกระทบต่อการดารงชีพหรือรับการเยียวยาจากผลกระทบต่างๆ นั่นคือสิทธิในการ
กาหนดการใช้พื้นที่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง การนิยามสิทธิชุมชนในมิตินี้จะแตกต่างกันตาม
กรณีปัญหาแต่ละพื้นที่ ในการต่อสู้กับผลกระทบในวิถีชีวิตนั้น ชุมชนจึงจาเป็นต้องสถาปนาวิถีชีวิตของ
ตัวเองที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างกับสิ่งที่เข้ามากระทบวิถีชีวิต (เราต้องการจะมีชีวิตอยู่อย่างไร
ต่อไป) การปกป้องในลักษณะนี้เองมิใช่แต่เพียงการปกป้องวิ ถีชีวิตในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังเป็นการ
ปกป้องโอกาสในการใช้ทรัพยากรของตัวเองในอนาคตและยังกินความไปถึงการปกป้องทรัพยากรเพื่อ
ปกป้องสมบัติทางวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือประวัติศาสตร์อีกของตัวเองอีกด้วย (ประเด็นสิทธิชุมชนกับ
รัฐธรรมนูญไทยจะได้นาเสนอในหัวข้อถัดไป)
มิติ ที่สี่ สิ ทธิชุมชนในลั กษณะการยกระดับความคิดให้ ทันสถานการณ์การเปลี่ ยนแปลง ซึ่ง
จาเป็นต้องปรับใช้แนวคิดให้ทันต่อยุคสมัย ต้องพยายามสร้างความเข้าใจว่าความคิดดังกล่าวอยู่ตรงไหน
ในบริบทที่กาลังเปลี่ยนแปลงไป เช่น เริ่มด้วยการตั้งคาถามกับสังคมระบบตลาด (เสรี) ที่ส่งผลกระทบต่อ
ผู้คน โดยเฉพาะกับกลุ่มคนไร้อานาจในสังคม จึงจาเป็นต้องใช้กลไกทางสังคมเข้ามาควบคุมระบบตลาด
และกลไกทางสั งคมที่ว างอยู่ บ นแนวคิดสิ ทธิชุมชนนี่เอง จะเป็นหลั กการที่ทาให้ ภ าคสั งคมเข้ามามี
บทบาทในการกากับควบคุมสังคมตลาดมากขึ้น กรณีตัวอย่างสาคัญ คือ แนวคิดโฉนดชุ มชนที่มีความ
แตกต่างกับโฉนดปกติที่ให้สิทธิเด็ดขาดแบบปัจเจก
นอกจากนั้น แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินหรือทรัพยากรในมิติอื่นๆ ยังควรเป็นประเด็นที่
ต้องทบทวนและพิจารณาตัวอย่างแม้ในยุคสมัยปัจจุบัน โดยสามารถพิจารณาได้จากงานศึกษาในอดีตที่
สาคัญ อาทิงานศึกษาของ Macpherson ได้อธิบายไว้ใน “The meaning of property”, in Property:
Mainstream and Critical Position. (๑๙๘๗) ว่าเราต้องมองทรัพย์สินเป็นเรื่องของ “สิทธิ” ไม่ใช่
สิ่งของเพราะเกี่ยวข้องกับความเป็นสถาบันของมนุษย์ ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อกากับดูแลอะไรบางอย่าง บาง
เรื่อง ฉะนั้นสิทธิมันเป็นเรื่องของอานาจทางการเมือง ที่เรามักเข้าใจว่ามีได้ตามกฎหมาย เช่น สิทธิ
ปัจเจกแบบ “บ้านของฉัน ” ซึ่งจะนาไปสู่การกีดกันและมีอานาจเหนือผู้อื่น (John Locks มีอิทธิพล
อย่างมาก) ซึ่งก็ประจักษ์ชัดในกฎหมาย “Enclosure Law” ในอังกฤษตั้งแต่อดีตที่เริ่มใช้ลวดหนามกั้น
เขตทรัพย์สินส่วนตัว ซึ่ง Karl Marx ได้วิเคราะ��์ว่าแท้จริงปัจเจกก็เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแยกออกจาก
ความเป็นส่วนรวม กฎหมายดังกล่าว คือ ให้อานาจกับใครคนหนึ่งอย่างเด็ดขาดเพื่อการกีดกัน ปิดกั้น
นาไปสู่การสร้างสินค้าและ “การสะสมทุนขั้นปฐม”
ฉะนั้นเรื่องทรัพย์สินจึงเป็นเรื่องที่มากกว่าแค่ “วัตถุสิ่งของ” ในอีกด้านหนึ่ง ทั้งทรัพย์สินและ
สิทธิจึงเป็นเรื่องของ “สถาบันทางสังคม” ดังที่ A. Irving Hollowell พยายามชี้ให้เห็นใน “The nature
and function of property as a social institution” (๑๙๔๓) ว่าเราต้องมองทรัพย์สินในเชิงสถาบัน
ทางสังคม ที่เต็มไปด้วยระบบความสัมพันธ์ของผู้คนอันหลากหลาย มีกฎเกณฑ์เฉพาะของแต่ละสังคม
มันจึงเป็นระบบการจัดการเชิงสถาบันแบบหนึ่งที่จะบอกว่า ใคร มีสิทธิ มีอานาจอย่างไร เขาเห็นว่ามัน
ไม่ได้มีแต่เรื่องตามกฎหมายเท่านั้นและไม่ควรใช้วิธีคิดการมองทรัพย์สินในแบบตะวันตกที่เน้นความเป็น
ปัจเจกมากซะจนละเลยสิทธิ หนาซ้ายังถูกสังคมตลาดกระตุ้นให้เกิดการคลั่งครอบครองมาใช้กับสังคม
อื่นๆ เพราะฉะนั้นอย่าได้มองเรื่องทรัพย์สินเป็นความเป็นสากล เพราะมันมีมิติของเวลาและมีบริบทที่
แตกต่างกันแต่ละแห่ง แม้ในสังคมตะวันตกแต่เดิมก็มีสิทธิอันหลากหลาย แต่มันกลับถูกลดรูปลงเพราะ
๒๐