เป็นแรงกดดันให้ชาวบ้านต้องเปลี่ยนจากไร่หมุนเวียนไปปลูกพืชพาณิชย์สภาวะขัดแย้งถูกรุกทั้งนโยบาย การอนุรักษ์ป่าและการขยายตัวเศรษฐกิจเงินตราอย่างสุดขั้วทั้งสองด้านได้สร้างผลกระทบรุนแรงต่อการ ธ ารงรั ก ษาไร่ ห มุ น เวี ย นไว้ ชุ ม ชนกะเหรี่ ย งที่ ต กอยู่ ใ นพื้ น ที่ อ นุ รั ก ษ์ จึ ง ถู ก รั ฐ ตั ด ขาดการพั ฒ นา สาธารณูปโภคพื้นฐานและอื่นๆ และถูกละเลยการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เข้มแข็งและเท่าทันการ เปลี่ยนแปลง โดยจะเห็นได้ว่า แม้การทาไร่หมุนเวียนจะเป็นไปอย่างมีระบบ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของ คนกะเหรี่ยงทีผ่ ูดโยงลึกกับธรรมมชาติ แต่อีกด้านหนึ่งกลับถูกมองว่าเป็นการทาลายป่าหรือความล้าหลัง ในลักษณะมายาคติด้านลบที่ทาให้ไร่หมุนเวียนถูกลดทอนความสาคัญลงไป นอกจากนั้นนโยบายของรัฐ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่บนฐานคิดที่แยกคนออกจากป่าขยายอานาจการควบคุม จัดการป่า ผ่านระบบกฎหมาย เกิดการควบคุมและจัดการทรัพยากรแบบรวมศูนย์อานาจไว้ที่รัฐ ส่งผล ให้การอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าของคนกะเหรี่ยงนั้นเป็นไปอย่างผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน การเปลี่ยนที่เกิดขึ้นกับวิถีไร่หมุนเวียนนั้น คณะกรรมการอานวยการบูรณาการเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิต ชาวกะเหรี่ ย งและคณะอนุ กรรมการฝ่ ายทรั พยากรและสิ ทธิเ พื่อ ฟื้น ฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ได้ส รุป สถานการณ์ในช่วงประมาณ ๕๐-๖๐ ปีที่ผ่านมานั้น ซึ่งสามารถจาแนกเป็นประเด็นได้ดังนี้๗ คือ ๑) การ เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์และความหมายของการเป็นกะเหรี่ยงจากมุมของรัฐ ๒) ปัญหาการจัดการ ทรัพยากรและการสูญเสียสิทธิในที่ทากิน : ผลกระทบจากแนวนโยบายการพัฒนาประเทศไปสู่ความ ทั น สมั ย ของรั ฐ ซึ่ ง มี ป ระเด็ น ส าคั ญ คื อ การเปลี่ ย นไปปลู ก พื ช พาณิ ช ย์ แ ละผลกระทบของการใช้ ทรัพยากร, ปัญหาการสูญเสียพื้นที่ทากิน ผลกระทบจากการให้สัมปทานไม้และการอนุรักษ์ป่าแบบขจัด คนของรัฐ, ปัญหาการขาดโอกาสมีส่��นร่วมในการวางแผนในการจัดการทรัพยากรที่จะส่งผลกระทบต่อ การดารงชีพของกะเหรี่ยง ๓) ปัญหากะเหรี่ยงในเรื่องสถานะบุคคลทางกฎหมายและสัญชาติ ๔) ปัญหา และการสูญเสียอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และศักยภาพการถ่ายทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญากะเหรี่ยง และ ๕) ปัญหาระบบการจัดการศึกษาของรัฐที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตกะเหรี่ยง ๒.๑.๒ งำนศึกษำของต่ำงประเทศ งานศึกษาเกี่ยวกับไร่หมุนเวียนในอดีตเช่นงานของ Kunstadter (๑๙๗๘), Sabhasri (๑๙๗๘), Nakano (๑๙๗๘) และ Schmidt-Vogt (๑๙๙๕)๘ ได้ชี้ให้เห็นข้อสรุปร่วมเกี่ยวกับระบบเกษตรแบบไร่ หมุนเวียนในฐานะขององค์ความรู้และวัฒนธรรมนั้น ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบ การปลูกพืชพาณิชย์หรือโครงการปลูกป่าบนที่สูงของรัฐที่ เน้นการปลูกพืชไม่กี่ชนิด เช่น ไม้สน ซึ่งเสี่ยง ต่อวัชพืช ปัญหาไฟป่า และยังเป็นรูปแบบการผลิตที่เป็นทั้งแหล่งอาหาร ยา แหล่งเก็บรักษาพันธุ์พืชทั้ง ที่ ป ลู ก เองและที่ ขึ้ น เองตามธรรมชาติ แ ละเป็ น ระบบการผลิ ต ที่ ช่ ว ยลดแรงกดดั น ต่ อ ป่ า ได้ อ ย่ า งมี ประสิทธิภาพอีกด้วย แต่ด้วยสถานการณ์และปัจจัยต่างๆ ทั้งภายนอกและทั้งภายใน ได้ส่งผลกระทบ และสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อวิถีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง งานศึกษาของ Keen (๑๙๘๓) เป็นตัวอย่าง หนึ่งที่ชี้ให้เห็นปัจจัยภายในที่ส่งผลถึงการระบบการทาเกษตรกรบนที่สูงของคนกะเหรี่ยงในภาคเหนือ ของไทยในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา โดยได้วิเคราะห์ให้เห็นเกี่ยวกับแรงกดดันปัญหาการใช้ที่ดินบนที่สูง อั น เนื่ อ งมาจากสถานการณ์ ก ารเปลี่ ย นแปลงของประชากรบนที่ สู ง และเหตุ ผ ลอื่ น ที่ น าไปสู่ ก าร ๗ โปรดดูเพิ่มเติมในเอกสารแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวถิ ีชีวิตชาวกะเหรี่ยง (๒๕๕๔) โปรดดูเพิ่มเติมในงา���วิจัยของ ยศ สันตสมบัติ ๒๕๔๒ “ความหลากหลายทางชีวิภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ” สนับสนุนทุนอุดหนุนจากสานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ๘ ๙

Select target paragraph3