ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เนื่องจากการยื่นข้อพิพาทต่อศาลเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของภูมิภาคอเมริกา หรือรัฐภาคี ซึง่ มีหลายกรณีทคี่ ณะกรรมการไม่ได้นำ� ส่งข้อพิพาทขึน้ สูศ่ าลต่อไป จึงท�ำให้ในหลายกรณีทเี่ ป็นประเด็นน่าสนใจ ยังไม่มคี ำ� ชีข้ าดของศาลสิทธิมนุษยชนของภูมภิ าคอเมริกาอันจะมีผลผูกพันคูค่ วาม แต่มเี พียงรายงานและข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของภูมิภาคอเมริกาเท่านั้น ๓.๒.๒ ค�ำวินิจฉัยของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และค�ำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนแห่ง ภูมิภาคอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหามลพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของมนุษย์ ก่อให้เกิดโรคร้ายหรืออาการเจ็บป่วย อีกทั้งยังกระทบต่อความเป็นอยู่ของ ชนพื้นเมืองที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมสัมพันธ์ใกล้ชิดกับธรรมชาติ จึงท�ำให้เกิดข้อพิพาททางสิ่งแวดล้อมขึ้น ในตอนแรก อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งอเมริกายังไม่ได้มีการบัญญัติรับรองหรือคุ้มครองสิทธิใน สิ่งแวดล้อม (Right to Environment) ไว้โดยตรง สิทธิในสิ่งแวดล้อมจึงยังไม่ใช่สิทธิมนุษยชนในตัวเอง ดังนั้น การที่ ผู้เสียหายต้องการน�ำข้อพิพาททางสิ่งแวดล้อมมาร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของภูมิภาคอเมริกาหรือศาล สิทธิมนุษยชนของภูมิภาคอเมริกา จึงไม่สามารถกล่าวอ้างเพียงแค่ว่ามีการละเมิดสิทธิในสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนของภูมิภาคอเมริกาหรือศาลสิทธิมนุษยชนของภูมิภาคอเมริกาได้ชี้ขาดว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ ทั้งนี้ สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานประการหนึ่งที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งอเมริกาได้บัญญัติรับรอง และคุ้มครองไว้ คือ สิทธิในการมีชีวิต (Right to Life)82 เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ก่อผลกระทบต่อชีวิตหรือสุขภาพร่างกาย ของมนุษย์ กรณีดังกล่าวจึงมักถูกอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อสิทธิในการมีชีวิตอันเป็นสิทธิมนุษยชนประการหนึ่ง และมัก อาศัยเหตุนี้ในการแสดงว่าคดีพิพาททางสิ่งแวดล้อมนั้นมีประเด็นปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ต่อมา ในปี ค.ศ. ๑๙๘๘ ได้เกิดร่างพิธีสารเพิ่มเติมอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งอเมริกาเกี่ยวกับสิทธิ ทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (The Additional Protocol to the American Convention on Human Rights in the Area of Economic, Social, and Cultural Rights) ณ กรุงซานซัลวาดอร์ ประเทศเอลซัลวาดอร์ หรือที่เรียกโดย ย่อว่า “พิธีสารซานซัลวาดอร์” (Protocol of San Salvador) มีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ พิธีสารซานซัลวาดอร์มีการกล่าวถึงสิทธิในสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจน ในมาตรา ๑๑ ว่าด้วยสิทธิใน สิ่งแวดล้อมที่ดี (Right to a Healthy Environment) โดยในวรรคแรกของ มาตรา ๑๑ กล่าวว่า “Everyone shall have the right to live in a healthy environment and to have access to basic public services.” (มนุษย์ ทุกคนย่อมมีสิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและย่อมมีสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน) จึงสามารถกล่าว ได้ว่า ภูมิภาคอเมริกามีสนธิสัญญาภายในภูมิภาคที่รับรองให้สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นสิทธิมนุษยชนประการหนึ่งอัน จะต้องได้รบั ความคุม้ ครองภายใต้อนุสญ ั ญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งอเมริกาและพิธสี ารซานซัลวาดอร์ การมีพธิ สี ารเพิม่ เติม ซึ่งมีเนื้อหารับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อแนวทางการตีความของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของ ภูมิภาคอเมริกาและศาลสิทธิมนุษยชนของภูมิภาคอเมริกาในการที่จะพิจารณาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ โดย พิจารณาที่การละเมิดสิทธิในสิ่งแวดล้อมโดยตรง ไม่ต้องอาศัยการอ้างอิงผ่านสิทธิในการมีชีวิต 82 Article 4 of the American Convention on Human Rights. 89

Select target paragraph3