ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๑.๕.๑ แนวทางการอ้างสิทธิเชิงคู่ (Dual Right-based Approach) ระหว่าง “สิทธิของธรรมชาติ
(Nature’s Rights)” กับ “สิทธิมนุษยชน (Human Rights)”
วิธกี ารหนึง่ ในการจัดการกับปัญหาสิง่ แวดล้อม คือ การใช้ระบบทีเ่ อามนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Anthropocentric
Rights-based Approach) ส่วนอีกวิธีการหนึ่งที่ใช้คู่ขนานกันมา คือ การใช้ระบบที่เอาระบบนิเวศของธรรมชาติเป็น
ศูนย์กลาง (Ecocentric Nature’s Rights-based Approach) โดยทัง้ สองแนวทางมีการน�ำมาใช้ในลักษณะเชือ่ มโยงซึง่ กัน
และกัน เนื่องจากผลกระทบจากกิจกรรมที่ท�ำลายสิ่งแวดล้อมมีหลายประเภทซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกัน ดังจะเห็นได้จาก
ความแตกต่างระหว่าง ผลกระทบประเภทที่เห็นทันตา (Imminent Impact) กับผลกระทบประเภทที่ยังไม่เห็นทันที
(Delayed Impact)
ผลกระทบประเภทที่เห็นทันตา (Imminent Impact) มักจะได้รับการเยียวยาอย่างทันทีโดยอาศัยแนวทาง
สิทธิมนุษยชน (Human Rights Approach) ภายใต้มาตรการแบบสนองตอบ (Response Measure) เช่น ผลกระทบของ
ภาวะโลกร้อนที่มีต่อมนุษย์ในแง่การขาดแคลนอาหาร และสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่อง
กันมาจากเหตุอื่น ๆ ของการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของธรรมชาติ
ส่วนผลกระทบประเภทที่ยังไม่เห็นทันที (Delayed Impact) มักจะได้รับการเยียวยาโดยอาศัยแนวทางสิทธิ
ของธรรมชาติ (Nature’s Rights Approach) ภายใต้มาตรการแบบป้องกัน (Preventive Measure) เช่น ผลกระทบของ
ภาวะโลกร้อนที่มีต่อระบบธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งหรืออุทกภัยอย่างรุนแรง ล้วนเป็นผลกระทบต่อ
ระบบนิเวศของธรรมชาติซึ่งเป็นผลกระทบในล�ำดับแรกด้วยกันทั้งสิ้น
ดังนั้น ในแนวทางการอ้างสิทธิเชิงคู่เพื่อจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น จึงต้องพิจารณาทั้งสิทธิธรรมชาติ
ในความหมายสิทธิของธรรมชาติ (Nature’s Rights) ภายใต้ระบบที่เอาระบบนิเวศของธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง (Ecocentricism) ควบคูไ่ ปกับสิทธิมนุษยชน (Human Rights) ภายใต้ระบบทีเ่ อามนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Anthropocentricism)
๑.๕.๒ ความแตกต่างระหว่าง “สิทธิของธรรมชาติ (Rights of Nature)” กับ “สิทธิในสิ่งแวดล้อม
(Right to Environment)”
การใช้ค�ำว่า “สิทธิของธรรมชาติ” มีความหมายแตกต่างจากค�ำว่า “สิทธิในสิ่งแวดล้อม” กล่าวคือ
สิทธิของธรรมชาติ คือ การยอมรับและเชิดชูว่าธรรมชาติมีสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ มหาสมุทร สัตว์ ภูเขา
ในระบบนิเวศล้วนมีสิทธิท�ำนองเดียวกับที่มนุษย์มีสิทธิ เพื่อเป็นการสร้างสมดุลระหว่างการให้คุณค่าว่าสิ่งใดดีต่อมนุษย์
กับสิ่งใดดีต่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งเป็นการมองโลกอย่างเป็นองค์รวมว่าทุกสิ่งในระบบนิเวศล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน
ภายใต้แนวคิดด���งกล่าว ธรรมชาติจะไม่ถูกกระท�ำในฐานะที่เป็นเพียงทรัพย์สินของมนุษย์เท่านั้น แต่ธรรมชาติจะได้รับ
การยอมรับว่ามีสิทธิในการมีอยู่ ทนทาน บ�ำรุงรักษา และให้ก�ำเนิดวงจรที่ส�ำคัญ ๆ ของมัน โดยมนุษย์มีอ�ำนาจและความ
รับผิดชอบทางกฎหมายที่จะบังคับใช้สิทธิดังกล่าวได้ในนามของระบบนิเวศ วัฒนธรรมชนพื้นเมืองทั่วโลกมีการยอมรับ
ในสิทธิของธรรมชาติ ในบางประเทศสิทธิของธรรมชาติได้รับการยอมรับไว้ในกฎหมาย ตัวอย่างเช่น
¾¾รัฐธรรมนูญปี ค.ศ. ๒๐๐๘ ของประเทศเอกวาดอร์ มีเนื้อหาเฉพาะในหมวดหนึ่งว่าด้วยสิทธิของธรรมชาติ
(Rights of Nature) โดยบัญญัติรับรองว่าธรรมชาติมีสิทธิดังต่อไปนี1้
Right to exist, persist, maintain and regenerate its vital cycles.
1
From “Ecuador Adopts Rights of Nature in Constitution” by Global Alliance for the Rights of Nature, 2008.
Retrieved from http://therightsofnature.org/ecuador-rights/.
30