อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยจะมีการพัฒนาสิทธิทางการศึกษาให้มีความพร้อม (availability) ในการเข้าถึง
(accessibility) มีความยืดหยุ่น (adaptability) และเป็นที่ยอมรับได้ (acceptability) แต่ยังพบปัญหาและอุปสรรค
เชิงโครงสร้างเกี่ยวกับการเข้าถึงได้ (accessibility) โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เปราะบางซึ่งยังไม่สามารถเข้าถึง
การศึกษาโดยเฉพาะการศึกษาภาคบังคับได้อย่างครบถ้วนและมีคณ
ุ ภาพสอดคล้องกับวิถชี วี ติ ซึง่ ประกอบด้วย กลุม่ เด็กยากจน
กลุ่มเด็กในชนบท กลุ่มเด็กไร้สัญชาติ และกลุ่มเด็กในฐานะผู้ลี้ภัย รวมถึงกลุ่มเด็กที่ติดตามแรงงานข้ามชาติ
ข้อเสนอแนะ
๑. รัฐบาลควรเร่งด�ำเนินการปฏิรปู การศึกษาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล�้ำ โดยใช้แนวทางการจัดการศึกษาให้มีความเหมาะสมกับภูมิสังคมและวัฒนธรรมใน
แต่ละพืน้ ที่ การจัดการศึกษาแบบมีสว่ นร่วมซึง่ เปิดโอกาสให้ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน องค์กรศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่
ตลอดจนบริษัทเอกชน ให้เข้ามาร่วมจัดการเพื่อให้สิทธิในการเข้าถึงการศึกษาสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริง
โดยเป็นการเข้าถึงสิทธิที่มีความยืดหยุ่นและมีคุณภาพยอมรับได้
๒. รัฐบาลควรมีการประเมินผลส�ำเร็จของนโยบาย กฎหมาย มาตรการและกลไกต่าง ๆ ที่ได้ด�ำเนินการไปในการ
อ�ำนวยให้สทิ ธิทางการศึกษาบรรลุผลโดยล�ำดับ อาทิ การสร้างโอกาสทางการศึกษาโดยรัฐด�ำเนินการจัดการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน
๑๕ ปีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายจะลดความเหลื่อมล�้ำ สร้างความเป็นธรรม และลดความยากจน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดย
จัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับการพัฒนาสมอง (Brain Based Learning - BBL) การพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดย
การน�ำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ STEM Education การลดความเหลือ่ มล�ำ้ ของการศึกษาด้วยเทคโนโลยีทางไกล
ผ่านดาวเทียม (Distance Learning Television – DLTV) การเข้าถึงการเรียนภาษาอังกฤษโดยไม่มคี า่ ใช้จา่ ยของโครงการ
ยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษผ่านแอปพลิเคชัน Echo English เป็นต้น ทั้งนี้ รัฐบาลควรเผยแพร่ความก้าวหน้า
ในการด�ำเนินการให้สาธารณชนได้รับทราบเพื่อสร้างควา���ตระหนักในการมีอยู่และการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษา
108 | รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๖๐