รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๘
สถานการณ์ปี ๒๕๕๘
รัฐบาลได้ประกาศพระราชบัญญัตกิ ารชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ ในราชกิจจานุเบกษา เมือ่ วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๘ โดยสาระส�ำคัญ
ของพระราชบัญญัติได้ก�ำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ เช่น การก�ำหนดนิยาม “การชุมนุมสาธารณะ” และการชุมนุม
บางประเภททีไ่ ด้รบั ยกเว้นไม่อยูใ่ นบังคับของกฎหมายฉบับนี้ การก�ำหนดขัน้ ตอนการแจ้งการชุมนุมสาธารณะก่อนการชุมนุม การก�ำหนด
สถานที่ต้องห้าม มิให้จัดการชุมนุมในรัศมี ๑๕๐ เมตร การจ�ำกัดเวลาในการชุมนุมหรือปราศรัยและการใช้เครื่องขยายเสียง การห้าม
เคลือ่ นย้ายการชุมนุมในเวลากลางคืน การก�ำหนดหน้าทีข่ องผูจ้ ดั การชุมนุมและผูช้ มุ นุม และบทก�ำหนดโทษในกรณีตา่ ง ๆ ส�ำหรับผูฝ้ า่ ฝืน
ซึ่งมีทั้งโทษจ�ำคุกและปรับ เป็นต้น ซึ่งก่อนหน้านี้ กสม. ได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างกฎหมายพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ
พ.ศ. .... ว่า ไม่ควรใช้กฎหมายพิเศษด้านความมัน่ คงควบคูก่ บั กฎหมายชุมนุมสาธารณะ ไม่ควรแปลความบทบัญญัตแิ ห่งร่างพระราชบัญญัตฯิ
จนไม่อาจชุมนุมสาธารณะได้ ควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ มีหน้าทีอ่ ำ� นวยความสะดวกและจัดสถานทีช่ มุ นุมสาธารณะ การก�ำหนด
ให้การชุมนุมสาธารณะต้องได้รบั อนุญาตจากเจ้าพนักงาน ไม่สอดคล้องกับหลักการตามกติกา ICCPR และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
ไทย การให้รัฐมนตรีอาจประกาศเพิ่มเติมพื้นที่ห้ามชุมนุมเป็นการก�ำหนดเงื่อนไขเกินสมควรและให้ดุลยพินิจแก่รัฐมนตรีมากเกินไป
การให้ผู้ชุมนุมต้องมีหนังสือแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนชุมนุมเท่ากับเป็นการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอ�ำนาจอนุญาตการชุมนุม การก�ำหนดหน้าที่
ของผูจ้ ดั การชุมนุมไว้หลายประการ บางมาตราไม่อาจปฏิบตั ไิ ด้ ไม่สอดคล้องกับหลักการตาม ICCPR และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
ไทย การให้การกระท�ำตามร่างพระราชบัญญัติฯ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองนั้น เห็นว่า ข้อพิพาทจาก
การชุมนุมอาจเป็นข้อพิพาททางปกครอง แพ่ง อาญา จึงไม่ควรบัญญัติให้เหตุที่เกิดขึ้นทุกคดีอยู่ภายใต้ศาลใดศาลหนึ่ง
ในปี ๒๕๕๘ มีกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าไปด�ำเนินการให้เป็นไป
ตามกฎหมาย และประกาศ/ค�ำสั่ง คสช. ที่มีผลกระทบต่อสิทธิ
และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหลายกรณี โดยเฉพาะการ
แสดงความเห็นในด้านการเมืองและการต่อต้านการรัฐประหาร
ทั้ ง การสั ม มนา การแสดงความคิ ด เห็ น และจั ด กิ จ กรรมของ
นักวิชาการในสถาบันการศึกษาและนักศึกษา ทัง้ โดยกลุม่ ทีม่ แี นวคิด
ต่อต้านรัฐประหารและกลุ่มกิจกรรมทั่วไป มีการสั่งให้ยุติกิจกรรม
การเปลีย่ นชือ่ งาน การขอให้เจ้าหน้าทีร่ ฐั ร่วมเป็นวิทยากร ตลอดจน
การส่งเจ้าหน้าทีท่ หารและต�ำรวจเข้าไปสังเกตการณ์ เช่น การให้ยกเลิก
การจัดกิจกรรม เรื่อง“รัฐธรรมนูญไทยเอาไงดี”จัดโดยกลุ่มภาคี
เครือข่ายนักกิจกรรมนักศึกษาเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง
การให้งดกิจกรรมฉายภาพยนตร์ “บางแสนรามา ๒๐๑๕” จัดโดย
นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
การให้ เ ปลี่ ย นหั ว ข้ อ งานจั ด เสวนาเรื่ อ ง” โดยกลุ ่ ม ขบวนการ
ประชาธิปไตยใหม่ การห้ามพูดประเด็นเกี่ยวกับการเมืองในงาน
เสวนา เรือ่ ง “เพศสภาวะในสังคมสมัยใหม่ (Gender & LGBTIQs in
Modern Society)” ทีห่ อนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัย
เชียงใหม่ การให้ยุติงานเสวนา เรื่อง “ท�ำไมต้องน�ำ ม. ออก
นอกระบบ” ของกลุ ่ ม ลู ก ชาวบ้ า น มหาวิ ท ยาลั ย บู ร พา ฯลฯ
อย่างไรก็ดี การด�ำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นไปในลักษณะ
การเจรจาขอความร่วมมือมากกว่าที่จะเป็นการห้ามหรือปิดกั้น
นอกจากนี้ นักวิชาการกว่า ๓๐๐ คน ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์
เรื่อง “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” และนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง
ได้ถูกหมายเรียกในข้อหาร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง
ทัง้ นี้ ศูนย์ขอ้ มูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โดยโครงการอินเทอร์เน็ต
เพือ่ กฎหมายประชาชน (iLaw) รายงานว่า ในปี ๒๕๕๘ การด�ำเนิน
การของเจ้าหน้าทีร่ ฐั ในลักษณะ “ปรับทัศนคติ” ยังมีอย่างต่อเนือ่ ง
และมีการใช้รูปแบบวิธีอื่นนอกเหนือจากการเชิญตัวไปพบ เช่น
การไปเยี่ยมบ้าน โดยมีผู้ที่อยู่ในข่ายดังกล่าวไม่น้อยกว่า ๒๓๘ คน
มีคดีข้อหาการชุมนุมทางการเมือง จ�ำนวน ๓๗ คดี อนึ่ง มีผู้ที่
ถูกด�ำเนินคดีฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๑๑๒ จ�ำนวน ๓๗ คน (ที่ยืนยันได้) ตั้งแต่การแสดงความเห็น การ
เผยแพร่ข้อความ ไปจนถึงการมีส่วนร่วมผลิตและการเผยแพร่
และถูกสงสัยว่าจะก่อเหตุรนุ แรงในช่วงเวลาส�ำคัญ ทัง้ นี้ ศาลยุตธิ รรม
(ในทุกชัน้ ) และศาลทหารได้มคี ำ� พิพากษาต่อความผิดฐานดังกล่าว
รวมถึ ง เป็ น คดี ที่ พ ่ ว งความผิ ด ตามพระราชบั ญ ญั ติ ว ่ า ด้ ว ยการ
กระท�ำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และการฝ่าฝืน
ประกาศ คสช. ตลอดจนข้อหายุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมาย
อาญามาตรา ๑๑๖ รวมทั้งสิ้นอย่างน้อย ๑๗ คดี โดยค�ำพิพากษา
มีตั้งแต่การยกฟ้อง การลงโทษจ�ำคุก แต่ให้รอลงอาญา ลดโทษ
ไปจนถึงจ�ำคุกโดยไม่รอลงอาญา
56
บทที่ ๓ สถานการณ์สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
๓