รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๘ และความรับผิดชอบที่ส่งผลส�ำคัญยิ่งต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี การใช้สิทธิในเสรีภาพดังกล่าวต้องด�ำเนินไป พร้อมหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นพิเศษ กล่าวคือ การเคารพสิทธิและชื่อเสียงของบุคคลอื่น หรือการปกป้องความมั่นคงของประเทศ หรือความสงบเรียบร้อยของสังคม หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรมของสังคม หลักการในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๔๕ บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การจ�ำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระท�ำมิได้ เว้นแต่โดย อาศัยอ�ำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ....” ๒ สถานการณ์ทั่วไป ในช่วงระยะเวลากว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา การใช้เสรีภาพในการ แสดงความคิ ด เห็ น และการแสดงออกที่ เ ป็ น กรณี ที่ ก ระทบต่ อ สิทธิมนุษยชนอย่างมาก คือ การแสดงความเห็นและการแสดงออก ในด้านการเมืองผ่านสื่อต่าง ๆ ตลอดจนในรูปแบบของการชุมนุม ทางการเมืองหลายครั้งที่น�ำไปสู่ความรุนแรงในสังคม มีผู้ที่ได้รับ ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ไปจนถึงบาดเจ็บและเสียชีวิต เป็นจ�ำนวนมาก หลายกรณีเกิดการละเมิดสิทธิในด้านอื่น ๆ เช่น การใช้ถอ้ ยค�ำทีส่ ร้างความเกลียดชัง (hate speech) การกระทบต่อ สิทธิในชีวิตและร่างกาย สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร สิทธิในการชุมนุมโดยสงบและสันติ ฯลฯ ทั้งต่อประชาชน ทัว่ ไป ต่อผูช้ มุ นุม และต่อเจ้าหน้าทีข่ องรัฐ กสม. ได้มแี ถลงการณ์ใน ระหว่างการชุมนุมหลายครัง้ ทีเ่ ห็นว่าอาจมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งโดยเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ชุมนุม กสม. ได้ตรวจสอบการกระท�ำ หรือการละเลยการกระท�ำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณี การชุมนุมทางการเมืองขนาดใหญ่ ทั้งการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ระหว่างวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ระหว่างเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๖ – พฤษภาคม ๒๕๕๗ และได้มีข้อเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอ ในการปรับปรุงกฎหมายหลายประการ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การบั ง คั บ ใช้ ก ฎหมายของเจ้ า หน้ า ที่ รั ฐ ในการบริ ห ารจั ด การ การชุมนุม การใช้กฎหมายพิเศษ ได้แก่ พระราชบัญญัตกิ ฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ พระราชก�ำหนดการบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และพระราชบัญญัติการรักษา ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้สอดคล้องกับ หลักการสิทธิมนุษยชนสากล ตลอดจนการปฏิบัติให้สอดคล้องกับ เจตนารมณ์รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การสร้างความเข้าใจ ต่อสาธารณชนในการใช้สิทธิและเสรีภาพ การหาทางออกร่วมกัน โดยค�ำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนตามแนวทางสันติวิธี หลักนิติธรรม หลักการมีส่วนร่วม และหลักขันติธรรม โดยค�ำนึงถึงผลประโยชน์ สูงสุดของประเทศ เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น�ำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้าควบคุมอ�ำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ โดยให้เหตุผลถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ มีผู้ได้รับผลกระทบ บาดเจ็บและเสียชีวิต ตลอดจน เหตุการณ์มีแนวโน้มขยายตัวจนอาจเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ หลังจากที่ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และได้มีการออกประกาศ/ค�ำสั่ง คสช. เพื่อระงับเหตุการณ์ทางการเมืองที่รุนแรง ยืดเยื้อ แก้ไขปัญหาการ บริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมา เช่น ปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ แต่ประกาศ/ค�ำสั่งก็ได้ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล หลายประการต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการควบคุมจ�ำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางการเมือง มีการเรียกหรือเชิญ บุคคลให้ไปรายงานตัว การห้ามชุมนุมทางการเมือง การจ�ำกัดเสรีภาพความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน นอกจากนี้ สืบเนื่องจากสาเหตุส�ำคัญที่การชุมนุมทางการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง หลายฝ่ายรวมทั้งรัฐบาลจึงมีแนวคิด ที่จะออกกฎหมายเพื่อก�ำหนดเกณฑ์ส�ำหรับการชุมนุมสาธารณะขึ้น (ซึ่งหลายประเทศได้มีกฎหมายในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน) เพื่อมุ่งให้ การชุมนุมสาธารณะ “เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบกระทบกระเทือนต่อความมัน่ คงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบ เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ตลอดจนสุขอนามัยของประชาชาติ ���รือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบกระเทือน สิทธิและเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น” ซึ่งการออกกฎหมายดังกล่าวได้มีผลกระทบถึงการชุมนุมอื่น ๆ นอกเหนือไปจาก การชุมนุมทางการเมืองด้วย อาทิ การชุมนุมของเกษตรกรทีไ่ ด้รบั ความเดือดร้อน หรือการคัดค้านของชุมชนทีไ่ ด้รบั ผลกระทบต่อสิง่ แวดล้อม และสุขภาพจากนโยบาย มาตรการ โครงการต่าง ๆ ไปด้วย 55

Select target paragraph3