รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๘ ส�ำหรับกรณีประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ เรือ่ ง ความผิดทีอ่ ยูใ่ นอ�ำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระท�ำ หลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอ�ำนาจศาลทหารและประกาศ คสช. ฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ เรือ่ ง ให้ศาลทหารมีอำ� นาจพิจารณาพิพากษา คดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่ การสงคราม ให้พลเรือนอยูใ่ นอ�ำนาจการพิจารณาของศาลทหารใน การกระท�ำความผิดตามประกาศข้างต้นนัน้ กติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ ๑๔ วรรค ๑ ได้บญ ั ญัติ รับรองว่าบุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับการพิจารณาอย่างเปิดเผย และเป็นธรรม โดยคณะตุลาการซึง่ จัดตัง้ ขึน้ ตามกฎหมาย มีอำ� นาจ มีความอิสระ และเป็นกลาง แต่โดยโครงสร้างของศาลทหาร ได้กำ� หนดให้ศาลทหารสังกัดกระทรวงกลาโหม๔๑ จ�ำนวน คุณสมบัติ พืน้ ความรูข้ องตุลาการพระธรรมนูญ อัยการทหาร ก็เป็นไป ตามทีก่ ระทรวงกลาโหมก�ำหนด๔๒ ศาลทหารทีพ่ จิ ารณาคดีพลเรือนจะใช้ตลุ าการทหารเป็นองค์คณะเท่านัน้ ไม่มผี บู้ งั คับบัญชา ทหารเข้าร่วมเป็นองค์คณะ๔๓ การแต่งตัง้ ตุลาการก็กำ� หนดให้กระท�ำโดยผูม้ อี ำ� นาจบังคับบัญชา หรือรัฐมนตรีวา่ การกระทรวง กลาโหม๔๔ การที่องค์กรตุลาการมีความเชื่อมโยงกับทหารดังที่กล่าวมา อาจจะไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นอิสระและ เป็นกลาง โดยเฉพาะเมื่อ คสช. ได้ประกาศให้คดีบางประเภทอยู่ภายใต้การพิจารณาของศาลทหาร มีผลให้พลเรือน ต้ อ งถู ก พิ จ ารณาในศาลทหาร ซึ่ ง หากไม่ มี ป ระกาศ คสช. การกระท� ำ ความผิ ด ดั ง กล่ า วจะอยู ่ ใ นอ� ำ นาจพิ จ ารณา ของศาลยุตธิ รรมทีเ่ ป็นอิสระและไม่เกีย่ วข้องกับฝ่ายบริหาร ประกอบกับ คสช. ได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทัว่ ราชอาณาจักร ตัง้ แต่วนั ที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘ ส่งผลให้การพิจารณาของศาลทหารในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เป็นศาลทหารในเวลาไม่ปกติ จึงไม่สามารถที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาค�ำพิพากษาได้ แม้ว่าต่อมาได้มีการประกาศยกเลิก กฎอัยการศึกไปแล้ว แต่คดีทเี่ กิดขึน้ ในช่วงทีม่ กี ารประกาศกฎอัยการศึก แล้วการพิจารณาคดียงั ไม่สนิ้ สุด ถือเป็นคดีทเี่ กิดในเวลา ไม่ปกติ ยังคงต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา ซึง่ ขัดกับหลักการในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ ๑๔ วรรค ๕ ซึง่ ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพนั ธกรณีทตี่ อ้ งปฏิบตั ติ าม นอกจากนี้ ค�ำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ ที่ให้อ�ำนาจเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอ�ำนาจเรียกตัวบุคคล เพื่อมาสอบถามข้อมูลหรือให้ถ้อยค�ำที่เป็นประโยชน์ และมีอ�ำนาจควบคุมตัวได้ไม่เกินเจ็ดวัน แต่การควบคุมตัวดังกล่าว ต้องควบคุมไว้ในสถานทีอ่ นื่ ทีม่ ใิ ช่สถานีตำ� รวจ ทีค่ มุ ขัง ทัณฑสถานหรือเรือนจ�ำ และจะปฏิบตั ติ อ่ บุคคลนัน้ ในลักษณะทีเ่ ป็น ผู้ต้องหามิได้ ซึ่งผลจากค�ำสั่งฉบับดังกล่าวท�ำให้มีการควบคุมตัวบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระท�ำความผิดตามที่ระบุในค�ำสั่ง ฉบับดังกล่าว โดยลักษณะการควบคุมหลายกรณีจะไม่สามารถทราบสถานทีค่ วบคุมตัวว่าคือทีใ่ ด ไม่สามารถติดต่อญาติหรือ ผูท้ ไี่ ว้วางใจได้ และสามารถควบคุมตัวไปได้นานถึง ๗ วัน จึงท�ำให้การควบคุมในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไม่สามารถทีจ่ ะทราบ ชะตากรรมของผูถ้ กู ควบคุมตัวได้ เป็นการเสีย่ งทีจ่ ะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนประการอืน่ และยังเป็นการกระท�ำทีไ่ ม่เป็นไปตาม หลักการในประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๗/๑ ทีไ่ ด้คมุ้ ครองสิทธิของผูถ้ กู จับหรือผูต้ อ้ งหาซึง่ ถูกควบคุม ตัวหรือขังมีสิทธิในการขอให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการจับกุมและสถานที่ ที่ถูกควบคุมในโอกาสแรก สิทธิในการพบและปรึกษาทนาย สิทธิได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติ เป็นต้น ซึ่งสิทธิ ดังกล่าวเป็นสิทธิขนั้ พืน้ ฐานของบุคคลทีจ่ ะได้รบั การรับรองและคุม้ ครองจากรัฐ และหลักการในกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ ๗ ได้ก�ำหนดว่า บุคคลจะถูกทรมาน หรือได้รับการปฏิบัติ หรือการลงโทษที่ โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือต�ำ่ ช้ามิได้ โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้มคี วามเห็นทัว่ ไปที่ ๒๐ เกีย่ วกับ ๔๑ ๔๒ ๔๓ ๔๔ 43 พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๕ พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑ พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๒๖ – ๒๙ พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๓๐

Select target paragraph3