รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๘
๔
การประเมินสถานการณ์
การค�ำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา/ผู้ต้องหา ยังพบว่า
เจ้าหน้าที่ของรัฐมีการน�ำตัวผู้ถูกกล่าวหาว่ากระท�ำความผิดแถลง
ข่าวต่อสื่อมวลชน/การน�ำตัวไปท�ำแผนประกอบค�ำรับสารภาพ
โดยหลักแล้วบุคคลผูถ้ กู กล่าวหาว่ากระท�ำความผิดอาญา ย่อมได้รบั
การสั น นิ ษ ฐานว่ า เป็ น ผู ้ บ ริ สุ ท ธิ์ จ นกว่ า ศาลจะมี ค� ำ พิ พ ากษา
ตั ด สิ น ว่ า มี ค วามผิ ด และก่ อ นที่ จ ะมี ค� ำ พิ พ ากษาอั น ถึ ง ที่ สุ ด
แสดงว่าบุคคลใดกระท�ำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือน
ผูก้ ระท�ำความผิดมิได้ การน�ำตัวผูต้ อ้ งหาในคดีอาญาไปชีท้ เี่ กิดเหตุ
ประกอบค�ำรับสารภาพ อาจจะจ�ำเป็นต้องด�ำเนินการในกรณีคดี
ที่ไม่มีประจักษ์พยานและพยานหลักฐานที่หาได้โดยยาก จึงท�ำให้
ต้องหาพยานหรือเหตุแวดล้อมประกอบ รวมทั้งวัตถุพยานต่าง ๆ
เช่น อาวุธทีใ่ ช้ในการกระท�ำความผิด ซึง่ หากไม่นำ� ตัวผูต้ อ้ งหาไปชี้
ทีเ่ กิดเหตุกจ็ ะท�ำให้ไม่ได้พยานหลักฐานประกอบการพิสจู น์ทเี่ กิดเหตุ
เพื่อให้พบพยานหลักฐานต่าง ๆ โดยในการน�ำตัวผู้ต้องหาไป
ชี้ที่เกิดเหตุประกอบค�ำรับสารภาพจะต้องค�ำนึงถึงความปลอดภัย
ของผู้ต้องหา ป้องกันมิให้มีการกระท�ำที่เป็นการกระทบต่อสิทธิ
และเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย รวมถึงสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล
เพื่อมิให้กระทบต่อชื่อเสียงของผู้ต้องหาและบุคคลในครอบครัว
และต้องไม่กระท�ำให้เกิดลักษณะทีเ่ ป็นการประจาน และการแถลง
ข่าวต่อสื่อมวลชนอาจเป็นไปเพื่อป้องปรามบุคคลไม่ให้กระท�ำ
ความผิดและเป็นการกระตุน้ เตือนภัยให้สงั คมเกิดความระมัดระวัง
แต่ ไ ม่ จ� ำเป็ น ต้ องน�ำผู้ต ้องหาไปแถลงข่าวก็สามารถกระท�ำ ได้
แต่ ยั ง คงพบว่ า เจ้ า หน้ า ที่ ต� ำ รวจยั ง คงมี ก ารน� ำ ตั ว ผู ้ ต ้ อ งหา
มาตั้ ง โต๊ ะ แถลงข่ า วต่ อ สื่ อ มวลชนอย่ า งต่ อ เนื่ อ ง ในลั ก ษณะที่
ไม่มกี ารปกปิดใบหน้า มีการให้ชอื่ -นามสกุลผูต้ อ้ งหา และมีการน�ำ
เสนอข่าวดังกล่าวในสื่อหลัก ซึ่งหากจะมีการแถลงถึงการจับกุม
ตัวหรือความคืบหน้าของคดีเจ้าหน้าที่ต�ำรวจสามารถด�ำเนิน
การแถลงข่าวต่อสือ่ มวลชนได้โดยไม่จำ� เป็นต้องเปิดเผยใบหน้า
ของผู้ต้องหาได้ ส่วนกรณีการน�ำตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาไปชี้
ที่ เ กิ ด เหตุ แม้ จ ะให้ ผู ้ ต ้ อ งหาใส่ เ สื้ อ เกราะและมี เ จ้ า หน้ า ที่
ของรัฐคอยให้ความคุม้ ครอง แต่กย็ งั คงมีความเสีย่ งต่อการถูกรุม
ประชาทัณฑ์ อีกทั้ง ในกรณีที่มีการน�ำตัวผู้ต้องหาที่เป็นเด็ก
อายุไม่เกิน ๑๘ ปีบริบรู ณ์ ไปชีท้ เี่ กิดเหตุประกอบค�ำรับสารภาพ
ซึง่ ไม่สอดคล้องกับแนวทางตามค�ำสัง่ ส�ำนักงานต�ำรวจแห่งชาติ
ที่ ๘๕๕/๒๕๕๘ เรือ่ ง การปฏิบตั เิ กีย่ วกับการให้ขา่ ว การแถลงข่าว
การให้สมั ภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสือ่ มวลชน และการจัดท�ำ
สื่ อ ประชาสั ม พั น ธ์ การกระท� ำ ดั ง กล่ า วเป็ น การกระท� ำ ที่
ส่งผลกระทบต่อผู้ต้องหาหรือจ�ำเลย และญาติของผู้ต้องหา
หรื อ จ� ำ เลย ซึ่ ง สั ง คมจะเกิ ด ความไม่ ไ ว้ ว างใจต่ อ บุ ค คลนั้ น
รวมทั้งคนในครอบครัวของบุคคลนั้นด้วย เป็นการกระท�ำ
ที่กระทบต่อสิทธิของผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยในการที่จะได้รับการ
สันนิษฐานว่าเป็นผูบ้ ริสทุ ธิ์ และกระทบต่อเกียรติยศชือ่ เสียงด้วย
42
บทที่ ๓ สถานการณ์สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ในปี ๒๕๕๘ กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสิทธิในกระบวนการยุติธรรมโดยมีการกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระท�ำการละเมิด
สิทธิมนุษยชนมากที่สุด เมื่อเทียบกับสิทธิในด้านอื่น ๆ แม้จะมีจ�ำนวนน้อยกว่าปี ๒๕๕๗ ก็ตาม โดยมีการกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ในกระบวนการยุติธรรมกระท�ำการอันไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งรัฐมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณี
ระหว่างประเทศที่เป็นภาคี ในการเคารพ คุ้มครอง และท�ำให้สิทธิเกิดผลในทางปฏิบัติ โดยในการปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศ
ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ยังคงมีการด�ำเนินการที่อาจจะไม่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว และยังคงเป็นสถานการณ์
ที่น่าห่วงใยที่รัฐควรที่จะตระหนักและให้ความส�ำคัญ ดังนี้