รายงานการศึกษาวิจัย การเลือกปฏิบัติในการประกอบอาชีพของผูติดเชื้อเอชไอวี ในประเด็ น การเลื อ กปฏิ บั ติ กฎหมายฉบั บ นี้ ไ ด บั ญ ญั ติ ค รอบคลุ ม ห า มมิ ใ ห มี ก ารเลื อ กปฏิ บั ติ ทั้งการเลือกปฏิบัติโดยตรง กลาวคือ หามเลือกปฏิบัติดวยเหตุแหงความแตกตางระหวางบุคคล เชน หามไมให มีการปฏิบัติตอผูติดเชื้อ หรือเชื่อวาเปนผูติดเชื้อแตกตางไปจากบุคคลทั่วไปในสถานการณเดียวกัน อาทิ หากไมมี กฎหมายบัญญัติเปนการเฉพาะ หามมิใหนายจางปฏิเสธการจางงานบุคคลเนื่องจากสภาวะสุขภาพ ดวยเหตุ แหงความแตกตาง ในขณะเดียวกัน การเลือกปฏิบัติโดยออม หมายถึง การกําหนดเงื่อนไขที่เกินความจําเปนให บุคคลปฏิบัติตาม เชน การกําหนดใหมีการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีกอนการรับเขาทํางาน ในกรณีที่ไมมี กฎหมายบัญญัติเปนการเฉพาะ การกระทําดังกลาวใหถือเปนการเลือกปฏิบัติตองหามตามกฎหมายฉบับนี้ ยิ่งไปกวานั้น กฎหมายบัญญัติหามมิใหมีการคุกคามทั้งทางรางกาย วาจา หรือลายลักษณอักษร และเพศ เปนตน การเลือกปฏิบัติดวยเหตุอันเนื่องมาจากเปนผูติดเชื้อเอชไอวี : กรณีการจางงาน มาตรา 15 แหงพระราชบัญญัติ DDA บัญญัติไววา หามมิใหนายจาง หรือผูกระทําการแทนนายจาง อาทิ บริษัทจัดหางานเลือกปฏิบัติตอบุคคลดวยเหตุแหงสภาวะสุขภาพ ทั้งในการดําเนินการจัดใหมีการพิจารณา การจางงาน การพิจารณาการจางงาน และการกําหนดเงื่อนไขในการจางงาน นอกจากนี้ กฎหมายไดบัญญัติ คุมครองลูกจางผูติดเชื้อเอชไอวี โดยหามมิใหนายจางหรือผูกระทําการแทนนายจางปฎิบัติตอลูกจางในการกําหนด เงื่อนไขการทํางานเพื่อใหลูกจางปฏิบัติ หรือปฏิเสธไมใหลูกจางมีโอกาสไดรับการเลื่อนตําแหนงงาน โยกยาย ตําแหนงงาน การฝกอบรม หรือผลประโยชนจากการทํางานประการอื่น หรือใหลูกจางออก หรือกรณีอื่น ๆ จากการศึกษาพบวา นอกจากกฎหมายกําหนดหนาทีแ่ ละความรับผิดของนายจางและ/หรือผูก ระทําการ แทนนายจาง หนาที่และความรับผิดตามกฎหมายตามมาตราดังกลาวขางตนยังครอบคลุมไปถึงนายจางรับเหมา คาแรง องคกรวิชาชีพและหุนสวนของหางหุนสวนอีกดวย อยางไรก็ดี กฎหมายฉบับนี้มีขอยกเวนกรณีการ เลือกปฏิบัติตอผูติดเชื้อในการจางงาน/ประกอบอาชีพสามารถกระทําได หากการดังกลาวเปนไปตามหลักการที่ เรี ย กว า คุ ณ สมบั ติ ที่ สํ า คั ญ อย า งยิ่ ง ต อ การปฏิ บั ติ ง านประเภทนั้ น (inherent requirements) กล า วคื อ หากลูกจางไมสามารถปฏิบัติงานอันเปนสาระที่สําคัญอยางยิ่งตองานประเภทนั้น ๆ เนื่องจากขอจํากัดแหงสภาวะ สุ ข ภาพ นายจ า งก็ ไ ม จํ า เป น ที่ จ ะต อ งมี ก ารปรั บ ปรุ ง แก ไขสภาพการทํ า งานให เ หมาะสม (reasonable adjustment) กับสภาวะสุขภาพ และไมถือเปนการเลือกปฏิบัติ ในกรณีดังกลาว นายจางมีหนาที่ตองพิสูจน ใหเห็นวาลูกจางไมสามารถประกอบอาชีพนั้น ๆ ไดดวยเหตุแหงสภาวะสุขภาพ38 นอกจากประเด็นการคุมครองหามมิใหมีการเลือกป��ิบัติแลว จากการศึกษาพบวา กฎหมายฉบับนี้ ไดกําหนดกลไกการคุมครองที่สําคัญ ทั้งที่เปนสวนของการกําหนดมาตรฐานเกี่ยวกับการคุมครอง (Disability Standard) ซึ่งมีผลผูกพันโดยกฎหมายโดยใหเปนอํานาจหนาที่ของอัยการสูงสุด (Attorney-General)39 นอกจากนี้ ภายใตพระราชบัญญัติ Human Rights and Equal Opportunity Commission Act 1986 (HREOC) 38 39 คําพิพากษาศาลสูงในคดี XV Commonwealth ไดวางหลักทีส่ าํ คัญเกีย่ วกับหลักการ คุณลักษณะทีส่ าํ คัญอยางยิง่ ตอการปฏิบตั งิ านประเภทนัน้ กลาวคือ การที่โจทกถูกปลดออกจากการเปนทหารเนื่องมาจากตรวจพบวาเปนผูติดเชื้อเอชไอวี แมวาโจทกจะมีสุขภาพที่แข็งแรงและไมปรากฎอาการของโรค โดยรัฐบาลเครือรัฐอางวา การเปนผูติดเชื้อเอชไอวีทําใหโจทกขาดคุณสมบัติที่สําคัญอยางยิ่งตอการปฏิบัติหนาที่เปนทหาร เนื่องจากสาระสําคัญ ในการปฏิบัติหนาที่ทหาร คือ การออกรบ ซึ่งในบางครั้งเมื่อเกิดการบาดเจ็บจะตองมีการใหเลือด ซึ่งมีความเปนไปไดวาจะเกิดการแพรเชื้อเอชไอวีจาก การใหเลือดได ดวยเหตุดังกลาวนายจางไมจําเปนตองมีการปรับปรุงแกไขสภาพการทํางานใหเหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของลูกจาง และไมถือเปน การเลือกปฏิบัติตามบทบัญญัติแหงพระราชบัญญัติ DDA Section 31 อาทิ Disability Standard for Education 2005 เปนตน 21

Select target paragraph3