แหง
a i l aชาติ
N
nd
งา
สํานaักtio nal
Th
นค
ณ
ยชน
m a ะกรรมการสิทธิมนุษ o n of
n
ssi
Hu
Rights C om m i
ความขั ด แย ง เรื่ อ งที่ ดิ น ลงก็ คื อ ให มี “การบริ ห ารจั ด การร ว มกั น ระหว า งรั ฐ และภาคส ว นอื่ น ๆ ทางสั ง คม
ในลักษณะเครือขาย” โดยภาครัฐควรจะดําเนินการรวม 4 ประการ คือ
1. กําหนดนโยบายการบริหารจัดการที่ดินที่มีเอกภาพ
2. ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวของกับการบริหารจัดการที่ดินใหทุกภาคสวนในสังคมเขามามีสวนรวม
ในการบริหารจัดการ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนบทบาทเจาหนาที่ของรัฐใหทําหนาที่เปนผูอํานวยความสะดวก
ในการมีสวนรวม
3. พัฒนากลไกความรวมมือในการบริหารจัดการที่ดินโดยเฉพาะการจัดทําโครงการพัฒนาที่ดิน
ในอนาคตควรดําเนินการรวมกันระหวางภาคสวนตาง ๆ ในสังคม ทั้งภาครัฐ เอกชน ทองถิ่น หรือผูมีสวนไดเสีย
ทุกกลุมในลักษณะเครือขาย
4. ปรับปรุงเครือขายระบบขอมูลที่ดินที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งผูมีสวนไดเสียทุกกลุมเขาถึงได
จะเห็ น ได ว า ป ญ หาความขั ด แย ง ในเรื่ อ งการเข า ถึ ง หรื อ ความไม เ ท า เที ย ม ความไม เ ป น ธรรม
ในการใชประโยชนที่ดินและปานั้น ไมใชปญหาการไมมีขอกฎหมาย แตเปนปญหาที่เกิดจากตัวบทกฎหมาย
และแนวทางการบังคับใชกฎหมายทีม่ อี ยู ดังเชนบทความเรือ่ งปญหาทางกฎหมายในการจัดการทีด่ นิ ในประเทศไทย
โดย อัจฉรา รักยุตธิ รรม (2551) สะทอนใหเห็นถึงปญหาเรือ่ งนีอ้ ยางชัดเจนวา กฎหมายสวนใหญทมี่ อี ยูใ นสังคมไทย
ถูกเขียนขึ้นเพื่อใหอํานาจอยางเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแกหนวยงาน เจาหนาที่รัฐจึงถูกใชเปนเครื่องมือของรัฐในการ
ควบคุมและจํากัดสิทธิประชาชนแตไมคอยเปดโอกาสใหประชาชนไดใชกฎหมายนั้นในการอางสิทธิอันพึงมีพึงได
ของตนเอง ยิ่งไปกวานั้น บอยครั้งรัฐยังอาศัยอํานาจตามกฎหมายเปดโอกาสหรือเอื้อประโยชนใหแกนายทุน
โดยกีดกันสิทธิของประชาชนจากการเขาถึงทรัพยากร
งานศึ ก ษาจํ า นวนมากชี้ ว า ป ญ หาสํ า คั ญ ของกฎหมายเกี่ ย วกั บ การจั ด การทรั พ ยากรธรรมชาติ
ในประเทศไทย เกิดจากการรับรองระบบกรรมสิทธิ์เพียงสองแบบ ไดแก กรรมสิทธิ์ของรัฐ และกรรมสิทธิ์
ของเอกชนแตไมยอมรับหลักการจัดการทรัพยากรแบบอื่น ๆ เชน ระบบกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งเปนสิทธิตามธรรมชาติ
อันเกิดจากจารีตประเพณีที่ชุมชนทองถิ่นยึดถือปฏิบัติสืบตอกันมา
การใชระบบกรรมสิทธิ์สองแบบดังกลาวทําใหเกิดปญหามากมาย ไดแก
1) กระบวนการการออกเอกสารสิทธิที่ดินของรัฐมีขอบกพรองจํานวนมาก ทําใหการจัดการที่ดิน
ตามกฎหมายไมเกิดประสิทธิภาพ เชน มีที่ดินจํานวนมากที่���าวบานครอบครองและใชประโยชนมานานแลว
แตตกสํารวจและไมไดรับเอกสารสิทธิ
2) การใชระบบกรรมสิทธิ์เอกชนเปนไปตามแนวทางของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหมที่มุง
แปลงทรั พ ยากรธรรมชาติ ใ ห เ ป น สิ น ค า เพื่ อ ให ซื้ อ ขายแลกเปลี่ ย นกั น ได ค ล อ งตั ว โดยเชื่ อ ว า กลไกตลาด
จะชวยใหการจัดสรรทรัพยากรมีความเปนธรรมดวยกระบวนการแขงขันอยางเสรี แตความเปนจริงกลไกตลาด
กลับทําใหมีการปนราคาที่ดินใหสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง คนยากจน รวมถึงประชาชนทั่วไปไมมีกําลังจะซื้อที่ดินได
ยิ่งกวานั้น ความยากจน ปญหาหนี้สิน และความลมเหลวจากการเกษตรกดดันใหชาวไรชาวนาตองขายที่ดิน
และกลายเปนแรงงานรับจางในที่สุด
รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง “เพื่อปรับปรุงแกไข
นโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนดานที่ดินและปาไม”
31