แหง
a i l aชาติ
N
nd
งา
สํานaักtio nal
Th
นค
ณ
ยชน
m a ะกรรมการสิทธิมนุษ o n of
n
ssi
Hu
Rights C om m i
โดยนับตั้งแตป พ.ศ. 2439 เปนตนมา รัฐบาลสยามไดสถาปนากรมปาไมขึ้นเพื่อทําหนาที่ควบคุม
การทําไมโดยเฉพาะการสัมปทานไมสักในเขตภาคเหนือของประเทศไทยการสถาปนากรมปาไมครั้งนั้น นับไดวา
เปนการประกาศรวมศูนยอํานาจในการจัดการทรัพยากรปาไมของประเทศไทย ซึ่งกอนหนานั้นพื้นที่ปาไม
ในเขตภาคเหนืออยูภายใตการควบคุมของเจาผูครองนครซึ่งมีระบบการจัดการที่แตกตางกันไปในชวงเริ่มตน
ของการวางระบบรวมศูนยอํานาจการจัดการปา รัฐบาลสยามไดวาจางนายโฮรเบิรต เสลด (Horbert Slade)
นักปาไมชาวอังกฤษใหมาทําหนาที่ใหคําปรึกษาและวางกฎเกณฑการบริหารจัดการปาไม ตอมา นายเสลดไดรับ
การแตงตั้งใหเปนเจากรมปาไม (อธิบดีกรมปาไม) คนแรกในประวัติศาสตรการปาไมเมืองไทย ทั้งนี้ การบริหาร
จัดการทรัพยากรปาไมในสมัยนั้นเนนการทําไมสัก และตอมาเปนไมกระยาเลยจากปาธรรมชาติโดยผูรับสัมปทาน
สวนใหญมักเปนบริษัทตางชาติซึ่งสวนใหญเปนบริษัทของอังกฤษ เชน บริษัทบอมเบย - เบอรมารโดยรัฐบาลสยาม
ไดรายไดจากการสัมปทานโดยเก็บคาภาคหลวงการทําไมในเขตสัมปทาน ประเทศไทยเปดใหมีการสัมปทานปาไม
ในเขตป า ธรรมชาติ นั บ ตั้ ง แต นั้ น เรื่ อ ยมา แต ไ ด ป ระกาศป ด สั ม ปทานป า ไม ทั่ ว ประเทศอย า งเป น ทางการ
ในป พ.ศ. 2532 หลังเกิดภัยพิบตั นิ าํ้ ทวมดินถลมทีพ่ ปิ นู นครศรีธรรมราช ซึง่ นับรวมเวลาในการทําไมในปาธรรมชาติ
เกือบหนึง่ ศตวรรษทีผ่ า นมา รัฐใชอาํ นาจผานกรมปาไมโดยมีความพยายามอยางตอเนือ่ งในการใชอาํ นาจประกาศให
พื้นที่ปาเปนพื้นที่ปาไมของรัฐและออกกฎหมายปาไมเพื่ออํานวยการใหรัฐมีอํานาจและหนาที่ในการจัดสรร
การใชประโยชนทรัพยากรในพื้นที่ปาไมแตเพียงผูเดียว ดังนั้น เทคนิคของรัฐในการควบคุมทรัพยากรปาไม
ก็คือ การกําหนดพื้นที่ใหเปนของรัฐและออกกฎหมาย เพื่อใชเปนเครื่องมือสําหรับเจาหนาที่รัฐในการจัดสรร
การใชประโยชนทรัพยากรปาไมในป พ.ศ. 2507 กรมปาไมออกกฎหมายปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 นัยสําคัญ
ของกฎหมายฉบับนี้คือการกําหนดนิยาม “ที่ดินปาไม” ซึ่งกฎหมายฉบับนี้นิยามวา “ที่ดินที่ยังไมมีบุคคลใด
ครอบครองเปนเจาของตามประมวลกฎหมายที่ดิน” หมายความวา ที่ดินทั้งที่มีตนไมปกคลุมและไมม��ตนไม
ปกคลุม แตยังไมมีการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินโดยกรมที่ดินถือเปนที่ดินปาไมและจัดเปนพื้นที่ปาสงวนแหงชาติ
นอกจากนี้ กรมปาไมออกประกาศพระราชบัญญัติสงวนและคุมครองสัตวปา พ.ศ. 2503 ทั้งนี้
ในเชิงการควบคุมพื้นที่เพื่ออนุรักษสัตวปากรมปาไมไดประกาศเขตรักษาพันธุสัตวปาขึ้นทั่วประเทศ ในระยะเวลา
ใกลเคียงกันกรมปาไมออกประกาศพระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. 2504 และมีการประกาศอุทยานแหงชาติ
เขาใหญเปนอุทยานแหงชาติแหงแรกของประเทศไทย และประกาศปาสลักพระจังหวัดกาญจนบุรีเปนเขตรักษา
พั น ธุ สั ต ว ป า แห ง แรกในประเทศไทยเช น เดี ย วกั น แต ดู เ หมื อ นว า ระบบการจั ด การป า แบบรวมศู น ย อํ า นาจ
โดยมี ก รมป า ไม ทํ า หน า ที่ ห ลั ก ไม ส อดคล อ งกั บ ระบบสั ง คมการเมื อ งและระบบนิ เวศธรรมชาติ ใ นสั ง คมไทย
และไมบรรลุตามวัตถุประสงคเดิมที่จะเพิ่มพื้นที่ปาไม ในทางตรงกันขามพื้นที่ปาไมในประเทศไทยกลับลดลง
อยางตอเนื่องโดยพื้นที่ปาไดลดลงจากประมาณรอยละ 43 ของพื้นที่ประเทศในป พ.ศ. 2516 เหลือเพียง
ประมาณรอยละ 25 ในชวงทศวรรษ 2540 (กรมปาไม, 2552)
“ชาวบาน” และ “ระบบเกษตรกรรมในปา” มักถูกตําหนิจากเจาหนาที่และสังคมวาเปนสาเหตุหลัก
ของปญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรปาไม รัฐมักมองวาชาวบานและระบบเกษตรกรรมดังกลาวเปนศัตรู
ที่ ร า ยกาจต อ ทรั พ ยากรป า ไม แ ละได ใช ค วามพยายามหลายครั้ ง ในการควบคุ ม ประชากรที่ อ าศั ย ในป า
28
รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง “เพื่อปรับปรุงแกไข
นโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนดานที่ดินและปาไม”