xviii | รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ (Final Report)
สาคัญของคณะทางานเปิดฯ คือ การรวบรวมสรุปผลจากความคิดเห็นและข้อเท็จจริงต่างๆที่ เกิดขึ้นในประเทศ
ภาคีสมาชิกเกี่ยวกับช่องว่างในการปฏิบัติตามพันธกรณีในคุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุภายใต้ตราสารระหว่าง
ประเทศ และแนวทางการปรับ ปรุง หรือเพิ่มเติมเครื่องมือในการคุ้มครองสิ ทธิของผู้ สูงอายุ ปัจจุบันยังไม่มี
ข้อตกลงหรือมติในการเสนอแนะอย่างไรต่อองค์การสหประชาชาติ แต่จากประเด็นสาหรับ “พื้นที่ร่วม (Focal
areas)” 14 ประเด็ น ของคณะท างานเปิ ด ฯ ยั ง อยู่ ใ นกรอบของหลั ก การส าหรั บ ผู้ สู ง อายุ ข ององค์ ก าร
สหประชาชาติ (United Nations Principles for Older Persons) ซึ่งประกอบไปด้วย 5 หลักการที่กาหนด
สิทธิของผู้สูงอายุ 18 ข้อ
หากพิจารณาจากหลักการของการคุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุข้างต้น ประเทศไทยได้มีการเตรียมการ
รองรับมาตั้งแต่ก่อนปี 2546 โดยมีการบัญญัติการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในรัฐธรรมนูญ ฉบับปีพ.ศ. 2540 การ
ประกาศปฏิญญาผู้สูงอายุในปี 2542 และการออกเป็นพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และมีการแต่งตั้ง
คณะกรรมการผู้สู งอายุแห่ งชาติ รวมทั้งการจัดตั้งกองทุ นผู้สู งอายุ และการจัดหน่ว ยงานขึ้นรับผิ ดชอบ ใน
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งปัจจุบัน คือ กรมกิจการผู้สูงอายุ แต่การคุ้มครองสิทธิ
ของผู้สูงอายุภายใต้กฎหมาย นโยบายและมาตรการดังกล่าวจะเป็นการคุ้มครองสิทธิด้วยการให้สวัสดิการจาก
รัฐและผู้สูงอายุเป็นผู้รับฝ่ายเดียวหรือต้องพึ่งพารัฐ เนื่องจากมุมมองของรัฐว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มประชากรที่
เปราะบาง/อ่อนแอ ซึ่งอาจจะขัดต่อหลักการขององค์การสหประชาชาติ กล่าวคือ หลักการ (1) การมีอิสรภาพ
ใน การพึ่ งตน เอง (Autonomy) (2) การมี ส่ วน ร่ ว ม (Participation) (4) การบ รรลุ ค วาม ต้ อ งก าร
(Self-fulfillment) และ (5) ความมีศักดิ์ศรี (Dignity)
ข้อเสนอในการเตรียมการรองรับอนุสัญญาว่าด้วยสิ ทธิของผู้สูงอายุ ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติ เพื่อนาเสนอต่อคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ จึงมีดังนี้
(1) การแก้ไขกฎหมายตั้งแต่ระดับรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ให้เพิ่ม
สิทธิในการพึ่งตนเอง การมีส่วนร่วม การอุปการะเลี้ยงดู การบรรลุความต้องการ และความมีศักดิ์ศรี
(2) การขยายบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติและกองทุนผู้สูงอายุให้ครอบคลุม
สิทธิของผู้สูงอายุตามหลักการผู้สูงอายุขององค์การสหประชาชาติ นอกเหนือจากการให้เป็นสวัสดิการรัฐอย่าง
เดียว
(3) การจัดระบบความมั่นคงทางสังคม (Social security system) ของประเทศ ในรูปแบบสากล
คื อ ระบบที่ ป ระกอบไปด้ ว ย ระบบประกั น สั ง คม ที่ เป็ น ระบบบ านาญ (Social insurance – Pension
system) และระบบประกันสุขภาพ (Health insurance) และสวัสดิการสังคม (Social welfare) ที่เป็นการ
คุ้มครองสิ ทธิของผู้ สูงอายุ เมื่อเกษี ยณและเมื่อพิการหรือไร้ความสามารถที่มีความมั่น คงและไม่มีการเลือก
ปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ
(4) การจัดระบบสวัสดิการสังคม ให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบในแต่ละด้านกาหนดโครงการทั้งใน
รู���ของบริการที่ไม่เสียเงิน และผู้ได้รับสวัสดิการร่วมเสียค่าใช้จ่าย และมีการกาหนดเกณฑ์ในการรับสวัสดิการ
อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ