096
กรณีที่ 7 ขอความช่วยเหลือให้สิทธิครอบครองบ้าน
และที่ดินตกเป็นของบุตรผู้ร้อง
ผู้ร้องเป็นผู้พิการทางการเคลื่อนไหว (อัมพาต) ปัจจุบัน
อาศัยอยู่กับภรรยาและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จ�ำนวน
3 คน ในบ้านซึ่งเป็นของบิดาผู้ร้อง ตั้งอยู่บนที่ดิน น.ส. 3
ที่จังหวัดนครราชสีมา โดยขณะที่บิดาของผู้ร้องยังมีชีวิตอยู่ได้
ท�ำพินัยกรรมยกบ้านหลังอื่นให้พี่น้องร่วมบิดามารดาของผู้ร้อง
จ�ำนวน 2 คน ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวตกเป็นของอา หลังจาก
บิดาผู้ร้องเสียชีวิต อาของผู้ร้องได้น�ำป้ายมาติดที่หน้าบ้าน
เพื่อขับไล่ผู้ร้องและครอบครัวออกจากบ้าน ท�ำให้ภรรยาผู้ร้อง
เกิดความเครียดและมีอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ผูร้ อ้ งเกรงว่า
หากผู้ร้องเสียชีวิต บุตรทั้ง 3 คนจะไม่มีที่อยู่อาศัย จึงร้องเรียน
มาเพื่อขอความช่วยเหลือ ผู้ร้องเห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิในบ้านหลัง
ดังกล่าว เนื่องจากอาศัยอยู่มาตั้งแต่ก�ำเนิด โดยขณะนี้ภรรยา
และบุตรทั้งสามของผู้ร้องได้ย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าว
แล้ว ผู้ร้องประสงค์ให้บ้านหลังดังกล่าวตกเป็นทรัพย์สินของ
บุตรทัง้ สามคน ทัง้ นี้ ได้รอ้ งเรียนอัยการสูงสุด ประธานศาลฎีกา
ประธานองคมนตรีดว้ ย ซึง่ ส�ำนักงานอัยการสูงสุดแจ้งผูร้ อ้ งว่าได้
ส่งเรื่องร้องเรียนไปยังจังหวัดนครราชสีมาแล้ว โดยอยู่ระหว่าง
การด�ำเนินการ
กรณี ดั ง กล่ า วเป็ น การขอความช่ ว ยเหลื อ ให้ ไ ด้ สิ ท ธิ
ครอบครองบ้านและที่ดิน น.ส.3 ที่ผู้ร้องอาศัยอยู่ให้ตกเป็น
ของบุตรผู้ร้อง เป็นข้อพิพาทเรื่องมรดกซึ่งต้องใช้กระบวนการ
พิจารณาคดีของศาลยุติธรรม จึงเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในหน้าที่และ
อ�ำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประกอบ
กับจังหวัดนครราชสีมาได้รับเรื่องไว้ด�ำเนินการตรวจสอบแล้ว
แต่เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องได้เจรจาตกลง
ท�ำความเข้าใจกัน กรณีดังกล่าวสมควรได้รับการไกล่เกลี่ย
ข้อพิพาทโดยศูนย์ดำ� รงธรรมจังหวัดนครราชสีมา จึงได้ประสาน
การคุม้ ครองสิทธิมนุษยชนโดยส่งเรือ่ งให้ศนู ย์ดำ� รงธรรม จังหวัด
นครราชสีมา เพื่อพิจารณาด�ำเนินการต่อไป
3.2 การเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการ
ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
มาตรา 247 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา
26 (3) ก�� ำ หนดให้ ค ณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ
มีหน้าที่และอ�ำนาจในการเสนอแนะมาตรการหรือแนวทาง
ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการแก้ไข
ปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือค�ำสั่งใด ๆ ต่อรัฐสภา
คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับ
หลักสิทธิมนุษยชน และรัฐธรรมนูญมาตรา 247 วรรคสอง
ที่บัญญัติให้เมื่อรับทราบข้อเสนอแนะดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี
ด�ำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามความเหมาะสมโดยเร็ว หากไม่อาจ
ด�ำเนินการได้หรือต้องใช้เวลาให้แจ้งเหตุผลให้คณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบโดยไม่ชักช้า
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติได้จัดท�ำข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการ
ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการแก้ไขปรับปรุง
กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือค�ำสั่งใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับ
หลักสิทธิมนุษยชน ทั้งที่เป็นข้อเสนอแนะที่เสนอโดยตรงต่อ
คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเสนอผ่านรายงาน
ผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนรายกรณี โดยขอ
น�ำเสนอเฉพาะข้อเสนอแนะทีเ่ สนอโดยตรงต่อคณะรัฐมนตรีและ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จ�ำนวน 6 เรื่อง ดังนี้
3.2.1 ข้อเสนอแนะฯ เรือ่ ง ปัญหาพนักงานจ้างเหมาบริการ
ในหน่ ว ยงานของรั ฐ ไม่ ไ ด้ รั บ ความเป็ น ธรรมในการ
ปฏิบัติงาน
ประเด็น/ความเป็นมา
หน่วยงานภาครัฐได้จัดจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการ
ในรูปแบบของสัญญาจ้างท�ำของเพือ่ อ�ำพรางสัญญาจ้างแรงงาน
อันเป็นนิติสัมพันธ์ที่แท้จริง ส่งผลให้พนักงานจ้างเหมาบริการ
ไม่ ไ ด้ รั บ ความคุ ้ ม ครองในฐานะลู ก จ้ า ง ทั้ ง ที่ ใ นทางปฏิ บั ติ
มีลักษณะการท�ำงานที่ไม่แตกต่างจากข้าราชการหรือพนักงาน
ราชการ อาจเป็นเหตุให้สว่ นราชการต่าง ๆ มีการปฏิบตั ทิ แี่ ตกต่าง
กั น ต่ อ บุ ค คลที่ ท� ำ งานในลั ก ษณะอย่ า งเดี ย วกั น ด้ ว ยเหตุ
แห่งสถานะของการจ้างแรงงาน ซึ่งอาจเป็นการปฏิบัติที่ไม่
เป็นธรรมต่อกลุ่มพนักงานจ้างเหมาบริการ ซึ่งคณะกรรมการ
Select target paragraph3
Connect to a paragraph
Connect to an entity
Disable highlights
Add to table of contents