รายงานผลการปฎิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ประจ�ำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
อั น ไม่ ส อดคล้ อ งกั บ หน้ า ที่ แ ละอ� ำ นาจของสถาบั น
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามหลักการปารีส1
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
มาตรา 247 (4) และพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (4)
และมาตรา 44 บัญญัตใิ ห้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ชี้แจงและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้าในกรณีที่มี
การรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
โดยไม่ ถู ก ต้ อ งหรื อ ไม่ เ ป็ น ธรรม เพื่ อ เผยแพร่ ใ ห้ ป ระชาชน
ทราบเป็นการทั่วไป ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ได้เคยแสดงความกังวลต่อคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ
ในขณะนั้นว่า บทบัญญัติดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับหลัก
ความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติตามหลักการปารีส
ต่อมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ดำ� เนินการ
เข้ารับการประเมินเพื่อทบทวนสถานะ (re-accreditation)
กับคณะอนุกรรมาธิการประเมินสถานะ2 (Sub-Committee
on Accreditation: SCA) ของกรอบความร่วมมือกับพันธมิตร
ระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชน (Global Alliance
of National Human Rights Institutions: GANHRI) ซึ่งได้
รับข้อสังเกตจากเครือข่ายองค์กรทั้งในประเทศและระหว่าง
ประเทศว่ า หน้ า ที่ แ ละอ� ำ นาจดั ง กล่ า วไม่ ส อดคล้ อ งกั บ
หลักการปารีสทีอ่ าจมีผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการปฏิบตั ิ
หน้าที่ ทั้งที่อาจเกิดขึ้นจริงหรือที่เป็นการรับรู้ (actual or
perceived impact on independence) ซึ่งคณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้มีการประสานความร่วมมือในระดับ
ต่าง ๆ ทัง้ กับฝ่ายนิตบิ ญั ญัตแิ ละฝ่ายบริหารเพือ่ ยกเลิกบทบัญญัติ
ดังกล่าว
ข้อเสนอแนะ
รัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
ควรพิจารณาให้การสนับสนุนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
แห่ ง ราชอาณาจั ก รไทย พุ ท ธศั ก ราช 2560 โดยให้ ย กเลิ ก
บทบัญญัติในมาตรา 247 (4) ในโอกาสแรก ทั้งนี้ อาจพิจารณา
ให้การแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ
023
แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการด�ำเนินการหรือ
แยกพิจารณาแก้ไขเฉพาะมาตรานี้ รวมถึงการพิจารณาแก้ไข
เพิ่ ม เติ ม พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่ า ด้ ว ยคณะ
กรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ พ.ศ. 2560 โดยยกเลิ ก
บทบัญญัตใิ นมาตรา 26 (4) และมาตรา 44 เพือ่ ให้สอดคล้องกัน
5.1.2 ข้ อ จ� ำ กั ด ด้ า นกฎหมาย ในกรณี ที่ ค ณะกรรมการ
สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ เ ห็ น สมควรด� ำ เนิ น การไกล่ เ กลี่ ย
ประนีประนอมข้อพิพาทในด้านสิทธิมนุษยชน
เดิ ม พระราชบั ญ ญั ติ ค ณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน
แห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติให้ระหว่างการตรวจสอบ
การละเมิดสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการสามารถไกล่เกลี่ย
ข้อพิพาทของคู่กรณีเพื่อให้ปัญหาตามค�ำร้องเรียนสามารถยุติ
ลงได้ ซึ่งเป็นการก�ำหนดที่สอดคล้องกับหลักการสากลที่ได้
ก�ำหนดหลักการเพิ่มเติมว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ที่มีอ�ำนาจกึ่งตุลาการในการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียน
ประการหนึ่ง คือ แสวงหาแนวทางยุติปัญหาอย่างฉันมิตรผ่าน
กระบวนการไกล่เกลี่ย
แต่ปัจจุบันพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
คณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ พ.ศ. 2560 มิ ไ ด้
บั ญ ญั ติ ห น้ า ที่ แ ละอ� ำ นาจในการไกล่ เ กลี่ ย ข้ อ พิ พ าทของ
คณะกรรมการไว้ ท�ำให้คณะกรรมการไม่สามารถไกล่เกลี่ย
ข้ อ พิ พ าทของคู ่ ก รณี ไ ด้ อย่ า งไรก็ ต าม คณะกรรมการ
ได้พยายามผลักดันให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบ
รั ฐ ธรรมนู ญ ว่ า ด้ ว ยคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ
พ.ศ. 2560 เพื่ อ ให้ มี ก ารบั ญ ญั ติ ห น้ า ที่ แ ละอ� ำ นาจในการ
ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของคณะกรรมการไว้ในพระราชบัญญัติ
ประกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว่ า ด้ ว ยคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน
แห่งชาติ พ.ศ. 2560 ให้ชัดเจน โดยได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับ
หน้าทีแ่ ละอ�ำนาจในการไกล่เกลีย่ ของคณะกรรมการต่อประธาน
คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา
เพือ่ ช่วยพิจารณาผลักดันให้มกี ารแก้ไขพระราชบัญญัตปิ ระกอบ
รั ฐ ธรรมนู ญ ว่ า ด้ ว ยคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ
พ.ศ. 2560 ในประเด็นดังกล่าว ทัง้ นี้ ตามหนังสือคณะกรรมการ
ชื่ออย่างเป็นทางการคือ หลักการเกี่ยวกับสถานะของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (Principles Relating to National Human Rights
Institutions)
2
เป็นคณะอนุกรรมการภายใต้กรอบความร่วมมือเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชน��ห่งชาติ (Global Alliance of
National Human Rights Institutions: GANHRI) ซึง่ ได้พจิ ารณาปรับลดสถานะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทย
จากสถานะ A เป็น B เมื่อเดือนมกราคม 2559
1