มันเครี ยดจะตายอยู่แล้ว พ่อแม่ เค้าก็ อายเพื อ่ นบ้าน อายอะไร การที ่ให้เรี ยนแล้วก็ จบ เด็กหลาย คนที ่ท้องที ่จบก็ไปดี คนที ่พลาดแล้วที ่มาที ่นี่คือคนที ่กลับใจ ถ้าไม่กลับใจเค้าก็ไม่เข้ามา เราก็ต้อง ส่งเสริ มคนดี ด้วย คนท้องไปมองทาไมว่าเป็ นคนร้ าย คนท้องมาประชุมครู จะเอาออก เอาเป็ นเอา ตายเลย ประชุมฝ่ ายปกครองอยู่ไม่ได้ เดี ๋ยวผู้ปกครองเค้าจะตาหนิ ชื ่อเสี ยงเราจะตกต่ า คนท้อง มาทาลายชื ่อเสี ยงโรงเรี ยนด้วยเหรอ ไปเอาความคิ ดเก่ าๆ โบราณมา ผมก็ ไ ม่ เห็นว่าจะแปลก ตรงไหน ไม่ เห็นแปลกเพราะว่าอะไร เพราะว่ารุ่ นผมสมัยก่ อนการศึ กษาภาคบังคับ ป.๔ กี ่ขวบ ตอนหลังขยายมาเรี ยน ป.๗ แล้วก็มา ป.๖ พอจบ ป.๖ แต่งงานเลยก็มี ผมไม่ได้มวั่ คื อเวลาที ่เด็ก หรื อว่าผูป้ กครองมาขอประวัติพ่อแม่ เวลาทีเ่ ด็กรับสมัคร จะมี จานวนหนึ่งที ่ไม่น้อยเลยที ่แม่แก่กว่า ลูกอายุ ๑๔ ปี มี มาแต่ในอดี ต แต่พอช่วงหลังพอเราขยายการศึกษาภาคบังคับมาเป็ น ม.๓ อายุ ๑๕ ที นี้ ๑๓-๑๔ มาท้อง ถามว่ าผิ ดปกติ ไหม เปล่ าเลยแต่ ว่าเมื ่อก่ อนอยู่นอกระบบโรงเรี ยน เพราะว่าเด็กจบ ป.๔ มาแล้ว จบ ป.๖ มาแล้ว มันไม่เป็ นข่าวเป็ นชาวบ้าน ที นี้พอไปอยู่โรงเรี ยน เป็ นข่าว เลยกลายว่าเป็ นปัญหาระดับชาติ แต่ความจริ งไม่ใช่หรอกเป็ นเรื ่องปกติ ธรรมชาติ ผมไป เช็คดูว่า ๑๔-๑๕ ปี ชื ่อแม่อายุแม่กบั ลูกบวกกัน รองผู้อานวยการที ่นี่มีอยู่คนหนึ่ง แม่เค้าตายไป แล้ว เค้าก็เขี ยนชาตะ มรณะ ผมก็ถามรองผู้อานวยการอายุเท่าไหร่ ๓๐ กว่า แม่อายุเท่าไหร่ บวก ลบแล้วแม่ แก่ กว่า ๑๔ ปี ตอนนี ้เค้าไปสอบ ผอ.ได้แล้ว เป็ นปรากฎการณ์ ทางธรรมชาติ ทวั่ ไป เพี ยงแต่ เราฮื อฮากันไปเอง ที นี้พอเราขยายการศึ กษาตรงนี ้ก็ต้องเกิ ดแน่ นอนอยู่แล้ว ลองขยาย การศึกษาภาคบังคับไป ม.๖ สิ เด็กท้องตึมเลย เพราะว่ามันโดยฮอร์ โมน โดยธรรมชาติ ของเค้า ที นี ้ถ้าเราจะขยายเราต้องเตรี ยมเรื ่ องของหลักสูตร เรื ่ องครอบครัวศึ กษา เรื ่ องการที ่เราจะให้ข้อมูล กับเค้าอย่างไร มี การป้ องกันในการเรี ยนรู้ ทกั ษะชี วิต ในการที ่จะจัดการเรื ่ องความต้องการ ทักษะ การปฏิ เ สธ ไม่ ใช่ ตาเหลื อกกับเรื ่ องนี ้แล้วก็ เอาออกจากโรงเรี ยนตัวเอง ซึ่ ง เป็ นการจัดการที ่ไ ม่ ถูกต้อง ครอบครัวเวลาที ม่ ี ลูกมา มี หนังสื อเรื ่องการเล�� ย้ งลูกที ่แพทย์ หญิ งเขี ยน ใครเขี ยน เคยซื ้อกัน บ้างหรื อเปล่าก็ไม่รู้ เอานมมะลิ ชงให้กินก็ดีแล้ว เรื ่องของการเตรี ยมตัวในการเป็ นพ่อแม่ ครอบครัว ศึ กษา ต้องการสร้ างความคุ้มกันเรื ่ องครอบครัวตั้งแต่พื้นฐานมาเลย จนกระทัง่ มาถึ ง โรงเรี ยน โรงเรี ยนก็ตอ้ งเลิ กด่าลูกให้พ่อแม่ฟัง ต้องปรับการสื อ่ สารกับพ่อแม่ และเด็ก” เช่น เดี ย วกับ ควำมคิด เห็ น ของครู ผ้ ูร่ ว มงำนที่ ท ำงำนสนับ สนุ น ให้ โ รงเรี ย นกลำยเป็ นโรงเรี ย น ทำงเลือกสำหรับเยำวชนหญิงที่ตงครรภ์ ั้ ไม่พร้ อมและเยำวชนที่ต้องออกออกจำกโรงเรี ยนกลำงคัน ด้ วย เหตุผลอื่นๆ ที่ยอมรับว่ำตนเองไม่ได้ คิดในเรื่ องสิทธิมนุษยชนมำก่อนแต่ทำงำนบนควำมมีมนุษยธรรม โดย กำรมองว่ำคนเรำมีโอกำสผิดพลำดได้ แต่สิ่งที่สงั คมควรมีให้ แก่กันคือโอกำส เช่น โอกำสทำงกำรศึกษำ เป็ นต้ น “เหมื อนกับว่าเป็ นการให้โอกาสเค้าไป คนเราผิ ดพลาดอาจจะเป็ นด้วยเรื ่องวัย เราก็รู้สึกว่าตอนที ่ เราเป็ นวัยรุ่นคื อเราก็อาจจะมี พ่อแม่คอยบังคับ คื อก็มีการนอกกรอบบ้าง แต่พ่อแม่คอยตบอยู่ ๙๖

Select target paragraph3