แต่งงำนแล้ ว โดยไม่ได้ ให้ ควำมสำคัญกับวัยรุ่นหรื อเยำวชนชำย/หญิงซึ่งมีเพศสัมพันธ์ เช่นกัน” (Population and Development Review, No. 8/2008, p.22) นัน่ หมำยถึงสำเหตุที่ทำให้ มีอตั รำกำรทำแท้ งในหมู่วยั รุ่น และเยำวชนหญิงสูงเนื่องจำกกำรขำดกำรบรรลุสิทธิในกำรดูแลและป้องกันสุขภำพ (Right to Health Care and Health Protection) ด้ ำนกำรเข้ ำถึงกำรวำงแผนครอบครัว ซึ่งเป็ นสิทธิที่บริ กำรของรัฐควรจัดให้ อย่ำง ทัว่ ถึง เพื่อให้ ผ้ หู ญิงเข้ ำถึงควำมรู้ ข้ อมูลข่ำวสำร (Right to Information and Education) ที่ถกู ต้ องของวิธี และกำรบริกำรด้ ำนกำรคุมกำเนิด ซึ่งถึงแม้ จะมีทำงเลือกให้ กบั เยำวชนหญิงที่ตงครรภ์ ั้ ไม่พร้ อมสำมำรถยุติ กำรตัง้ ครรภ์ ด้ ว ยกำรท ำแท้ ง ได้ ก็ ตำม แต่ห ำกเยำวชนหญิ ง สำมำรถเข้ ำ ถึ ง ข้ อ มูล ควำมรู้ เรื่ อ งวิ ธี ก ำร คุมกำเนิดที่ถูกต้ องและบริ กำรด้ ำนกำรคุมกำเนิด กำรมีเพศสัมพันธ์ ที่ปลอดภัยและป้องกัน จะทำให้ พวก เธอมีทำงออก/ทำงเลือกมำกขึน้ จะเห็นได้ ว่ำ มีควำมไม่เท่ำเทียมกันในกำรเข้ ำถึงสิทธิด้ำนกำรดูแลและ ป้องกันสุขภำพของประชำชน ซึง่ ลดหลัน่ ไปตำมวัยและเพศ ขณะเดียวกัน ด้ ำนสังคมและวัฒนธรรมพบว่ำ อิทธิพลควำมคิดควำมเชื่อตำมของลัทธิขงจื ้อได้ เข้ ำ มำมีบทบำทต่อกฎหมำย กำรให้ ควำมคุ้มครองผู้หญิงและเด็ก เพรำะมองว่ำเป็ นกลุ่มที่มีควำมเปรำะบำงจึง ต้ องได้ รับกำรปกป้องคุ้มครอง ไม่ได้ เป็ นกำรดูแลเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิในฐำนะที่เป็ นประชำกรในสังคม ในระดับที่เท่ำเทียมกันกับผู้ชำย ทังนี ้ ้เพรำะสังคมและวัฒนธรรมของประเทศเวียดนำมได้ กำหนดบทบำท หน้ ำที่กำรเลี ้ยงดูบิดำมำรดำให้ เป็ นของลูกชำยโดยเฉพำะลูกชำยคนโต ในสังคมที่ได้ รับอิทธิพลลัทธิขง���ื๊อ นันจะให้ ้ ควำมสำคัญกับกำรมีลูกชำยสูงมำก เพรำะหวังพึ่งให้ ลูกชำยเป็ นผู้เลี ้ยงดูยำมแก่เฒ่ำ ซึ่งเป็ นวิถี ปฏิบตั ทิ ี่เป็ นกลไกกำรสร้ ำงควำมมัน่ คงในยำมสูงอำยุในสังคมที่รัฐไม่มีบทบำท หรื อมีบทบำทไม่มำกนักใน กำรดูแลรั บ ผิ ดชอบกำรดูแลผู้สูง อำยุ และจะเป็ นผู้สื บทอดเชื อ้ สำยของตระกูล ตลอดจนเป็ นผู้นำกำร ประกอบพิธีกรรมต่ำง ๆ ของครอบครัว นอกจำกนี ้ สังคมที่สืบเชื ้อสำยทำงพ่อ (Patrilineal) ต้ องกำรมีลูก ชำยไว้ สื บสกุล กำรไม่มี ลูกชำยสื บตระกูล เสมื อนเป็ นกำรไม่สำมำรถท ำหน้ ำที่ แก่ว งศ์ ตระกูล ได้ อ ย่ำ ง สมบูรณ์ครบถ้ วน และเป็ นกำรสิ ้นสุดวงศ์ตระกูลโดยปริ ยำย ส่วนลูกสำวนันเมื ้ ่อแต่งงำนแล้ วก็ จะถือว่ำ เป็ น คนของครอบครัวสำมี ต้ องตัดขำดจำกครอบครัวเดิมของตน (กำญจนำ ตังชลทิ ้ พย์, ๒๕๕๑) กล่ำวโดยภำพรวม บทบัญญัติในกฎหมำยได้ สะท้ อนแนวควำมคิดควำมเชื่อดังกล่ำว ดังจะเห็นได้ จำกกฎหมำย Law on Child Protection, Care and Education ซึ่งโครงสร้ ำงครอบครัวในอุดมคติจะ ประกอบด้ วยคนในหลำยรุ่นอำศัยอยูใ่ นครัวเรื อนเดียวกัน โดยสมำชิกในครอบครัวแต่ละคนในครอบครัวจะ มีระดับควำมสำคัญไปตำมอำยุและเพศ พ่อแม่ ผู้ปกครองจะมีอำนำจเบ็ดเสร็ จเหนือบุตร (Zhang, H.X., & Locke, C. 2002) กำรบัญญัติเรื่ องหน้ ำที่ของเด็ก โดยระบุให้ เด็กต้ องรัก เคำรพ และเชื่อฟั งผู้ใหญ่ อำจ ส่งผลต่อเรื่ องกำรเข้ ำถึงสิทธิ ของเด็กที่อำจจะไม่ได้ รับกำรเคำรพหรื อคุ้มครองจำกกฎหมำยอย่ำงเต็ม ที่ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่ง เด็กผู้หญิ ง ตำมแนวควำมคิดควำมเชื่ อลัทธิ ขงจื๊ อ ซึ่ง เน้ นควำมกตัญญูเป็ นส ำคัญ โดยเฉพำะต่อบุพกำรี ผ้ ใู ห้ กำเนิด และต่อบรรพบุรุษ กำรย้ อนแย้ งของกฎหมำย และบริ บททำงสังคมและ ๓๓

Select target paragraph3