รายงานผลการประเมินสถานการณ์ ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2565 ให้ ตร. ก�ำชับเจ้าหน้าที่ต�ำรวจซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุม และดูแลสถานการณ์การชุมนุมต้องอ�ำนวยความสะดวก และเปิ ด โอกาสให้ สื่ อ มวลชนได้ ท� ำ หน้ า ที่ ร ายงาน สถานการณ์และข้อเท็จจริงอย่างเสรี โดยไม่สร้างอุปสรรค อั น เป็ น การกระทบต่ อ สิ ท ธิ แ ละเสรี ภ าพในการปฏิ บั ติ หน้าที่ของสื่อมวลชนเกินความจ�ำเป็น220 นอกจากนี้ ยังพบว่ามีหลายกรณีที่สื่อมวลชน รายงานข่ า วโดยไม่ เ ป็ น ไปตามจรรยาบรรณวิ ช าชี พ ส่งผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่น โดยเฉพาะเหตุการณ์ ความรุนแรงที่ จ. หนองบัวล�ำภู โดยมีการน�ำเสนอข่าว ในลั ก ษณะที่ อ าจเป็ น การรบกวนหรื อ ละเมิ ด สิ ท ธิ ในความเป็นอยู่ส่วนตัวของเหยื่อหรือบุคคลในครอบครัว แม้ ว ่ า กสม. เคยมี ข ้ อ เสนอแนะในการท� ำ หน้ า ที่ ข อง สื่ อ มวลชนให้ มี ค วามระมั ด ระวั ง และไม่ ใ ห้ ก ระทบต่ อ สิทธิของบุคคลอื่น221 และ กสทช. จะผลักดันให้องค์กร สือ่ มวลชนมีการจัดท�ำคูม่ อื จริยธรรมและก�ำกับดูแลกันเอง ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ รวมทั้งหารือ กับผูป้ ระกอบกิจการทีวดี จิ ทิ ลั เกีย่ วกับกลไกการก�ำกับดูแล กันเองขององค์กรสือ่ มวลชนแล้วก็ตาม ทัง้ นี้ การท�ำหน้าที่ ของสือ่ มวลชนจะได้รบั การคุม้ ครองเสรีภาพของสือ่ มวลชน ไว้ตามรัฐธรรมนูญและกติกา ICCPR แต่การใช้เสรีภาพ ต้องไม่กระทบต่อบุคคลอื่นด้วยเช่นกัน ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครอง สิทธิมนุษยชน กสม. เห็นควรมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) รัฐบาลควรพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน พ.ศ. .... อย่างรอบคอบเพื่อให้เป็นกฎหมาย ที่สนับสนุน พัฒนา และคุ้มครองการท�ำหน้าที่สื่อมวลชน ให้ ส อดคล้ อ งกั บ เสรี ภ าพของสื่ อ มวลชนอย่ า งแท้ จ ริ ง โดยไม่เป็นการสร้างข้อจ�ำกัดต่อสื่อมวลชนจนเกินสมควร 2) รัฐบาลโดย ตร. ควรด�ำเนินการตามแนวทางใน การท�ำหน้าที่ของสื่อมวลชนในพื้นที่การชุมนุมสาธารณะ ที่ได้หารือกับองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะมาตรการดูแลความปลอดภัยของสื่อมวลชน ในสถานการณ์ชุมนุม ที่จะกระทบต่อการใช้เสรีภาพของ สื่อมวลชนเท่าที่จำ� เป็น 001-234 V9 CS6.indd 61 61 3. เสรีภาพในการรวมกลุ่ม สืบเนื่องจาก ครม. มีมติเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 อนุมตั หิ ลักการของร่างกฎหมายว่าด้วยการด�ำเนินงาน ขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือก�ำไรมาแบ่งปันกัน เพื่อให้มีกฎหมายกลางในการก�ำกับการด�ำเนินงานของ องค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เปิดเผย โปร่งใส ในขณะทีภ่ าคประชาสังคมมีขอ้ ห่วงกังวลเกีย่ วกับ กฎหมายที่ อ าจกระทบต่ อ เสรี ภ าพในการรวมกั น เป็ น สมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น ความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ สิทธิและเสรีภาพ ในชีวิตและร่างกาย เสรีภาพในความเป็นอยู่ส่วนตัว และ เสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร กสม. จึงหยิบยกประเด็น ดังกล่าวขึน้ พิจารณาศึกษาและจัดท�ำข้อเสนอแนะต่อ ครม. และส�ำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพือ่ ประกอบการจัดท�ำ ร่างกฎหมาย อาทิ การรับฟังความคิดเห็นให้มีรูปแบบ ทีห่ ลากหลาย มีระยะเวลาทีเ่ พียงพอเหมาะสม ให้ทบทวน หลักการที่มุ่งเน้นการควบคุมตรวจสอบและการจ�ำกัด เสรีภาพในการรวมกลุม่ โดยไม่ตอ้ งถูกบังคับให้จดทะเบียน การก�ำหนดนิยามค�ำว่า “องค์กรไม่แสวงหาก�ำไร” การยกเลิก บทลงโทษทางอาญาและการควบคุมองค์กรทีม่ คี วามเสีย่ ง ที่จะสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือกระท�ำ ผิ ด กฎหมายโดยเฉพาะเจาะจงไม่ ใช่ ก ารเหมารวม 222 ซึง่ หน่วยงานทีเ่ กีย่ วข้องได้นำ� ข้อเสนอแนะดังกล่าวของ กสม. ไปพิจารณาประกอบการปรับปรุงร่างกฎหมาย ต่อมา เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 ครม. มีมติ เห็นชอบแนวทางการยกร่าง พ.ร.บ. การด�ำเนินกิจกรรมของ องค์กรไม่แสวงหาก�ำไร พ.ศ. .... โดยมอบหมายให้ พม. เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย223 แต่ภาคประชาสังคมยังคงมีความห่วงกังวลต่อเนื้อหาของ ร่างกฎหมายและมีการเคลือ่ นไหวเพือ่ คัดค้าน224 ซึง่ กสม. จะติดตามความก้าวหน้าของการปรับแก้ไขร่างกฎหมาย ดังกล่าว เพือ่ ให้สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญและกติกา ICCPR ข้อ 22 ที่รับรองเสรีภาพในการรวมกลุ่ม รวมทั้งรายงาน ข้อเสนอแนะ UPR รอบที่ 3 ที่ประเทศไทยได้ตอบรับ 3/14/23 8:40 PM

Select target paragraph3