50 2.6.3.1 ศาลรัฐธรรมนูญ ในการวินิจฉัยคดี ศาลรัฐธรรมนูญมักจะให้คําอธิบายมาตรา 29 และมาตรา 30 ควบคู่กันไป โดยมาตรา 29 แห่งรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า “การจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทํามิได้ เว้นแต่ โดยอาศัยอํานาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กําหนดไว้และเท่าที่จําเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสําคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ กฎหมาย ตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับ แก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้ อํานาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย บทบัญญัติวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นํามาใช้บังคับกับกฎหรือข้อบังคับที่ออกโดย อาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วย โดยอนุโลม” “มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่น กําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญ จะกระทํามิได้ มาตรการที่รัฐกําหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและ เสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม” ศาลรัฐธรรมนูญได้อธิบายว่า ตามที่รัฐธรรมนูญได้ให้การคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน ในสิทธิและเสรีภาพของบุคคล แต่ไม่ได้หมายความว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองจะมีการจํากัดหรือ เลือกปฏิบัติมิได้เลย เพราะมาตรา 29 และมาตรา 30 ได้มีการบัญญัติถึงการจํากัดสิทธิเสรีภาพ และการเลือก ปฏิบัติไว้ โดยการจํากัดสิทธิเสรีภาพจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 29 คือจะต้องเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้ทําได้เฉพาะเท่าที่จําเป็นเท่านั้น อีกทั้งต้องไม่กระทบกระเทือนสาระสําคัญแห่งสิทธิเสรีภาพที่ รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ต้องบังคับได้เป็นการทั่วไปโดยไม่มุ่งหมายจะบังคับใช้แก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใด บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง ส่วนมาตรา 30 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยอย่าง เท่าเทียมกัน โดยให้ทุกคนมีความเสมอภาคกันภายใต้กฎหมายซึ่งเป็นหลักความเสมอภาค โดยการรับรองสิทธิ ที่เท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง บุคคลย่อมมีคว��มแตกต่างกันในถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ สภาพทางกาย สถานะ ของบุคคล ฐานะทางสังคม เศรษฐกิจ อาจปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้แตกต่างกันไปได้ แต่การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็น ธรรมจะกระทําไม่ได้ (คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 50/2545, 48/2545, 10/2549) หลักความเสมอภาคตามมาตรา 30 มีพื้นฐานมาจากหลักความเสมอภาคเท่า เทียม กันตามธรรมชาติที่เป็นการยอมรับว่าสิทธิตามธรรมชาติของปัจเจกชนนั้นเป็นสิทธิที่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

Select target paragraph3