บทที่ ๑ สิทธิและเสรีภาพที่พึงได้รับการคุ้มครองของไทย
หรือการให้ความหมายในเชิงคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม อาทิ วิถีทางเพศ สถานะทางสังคมของความเป็นชาย-หญิง
คุณวุฒิทางความรู้ อาชีพ หน้าที่การงาน และอื่น ๆ
๓. ความผูกพันทางกฎหมาย และหน้าที่ของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน จ�ำแนกเป็น
๓.๑ รัฐ ในฐานะผูป้ ฏิบตั หิ น้าที่ (duty-bearer) ในการส่งเสริมและคุม้ ครองสิทธิมนุษยชนทีเ่ กิดขึน้ ภายในเขตอ�ำนาจรัฐ
(jurisdiction) รวมถึงการดูแลบุคคลหรือกลุม่ บุคคลทีม่ สี ญ
ั ชาติของรัฐนัน้ ๆ และการด�ำเนินการทีม่ ผี ลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน
นอกเขตอ�ำนาจรัฐ โดยรัฐมีหน้าที่ใน ๓ ด้าน คือ
หน้าที่ในการเคารพ
(Obligation to Respect)
หน้าที่ในการคุ้มครอง
(Obligation to Protect)
หน้าที่ในการท�ำให้ จัดท�ำ และ
อ�ำนวยการให้สิทธิเกิดขึ้นจริงใน
ทางปฏิบัติ
(Obligation to Fulfill)
รัฐต้องไม่แทรกแซงการใช้สทิ ธิของประชาชน และไม่กระท�ำการ หรือละเว้นการกระท�ำใด ๆ
ที่ท�ำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน
รัฐต้องคุ้มครองมิให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลถูกละเมิดสิทธิจากบุคคลอื่น หรือกลุ่มอื่นใด เช่น
ภาคเอกชน โดยต้องจัดท�ำ ก�ำหนด และดูแลการบังคับใช้มาตรการดูแลมิให้เกิด
การละเมิดสิทธิ ในกรณีที่เกิดการละเมิด รัฐต้องดูแลและให้การคุ้มครอง
รัฐต้องด�ำเนินมาตรการเชิงรุก (positive steps) เพื่อรับรองหรือประกันสิทธิ
ของประชาชน เช่น การก�ำหนดกรอบกฎหมาย นโยบาย และมาตรการต่าง ๆ ที่ท�ำให้
ประชาชนได้รับรู้ถึงสิทธิต่าง ๆ การประกันให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้สิทธิและ
เสรีภาพตามที่มีอยู่ทางธรรมชาติ และ/หรือตามที่ได้รับการรับรองในกฎหมายภายใน
และตามสนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชน
๓.๒ ภาคธุรกิจและรัฐ (ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน หรือโครงการพัฒนาร่วม อาทิ รัฐวิสาหกิจ) เนื่องจาก
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมเป็นโครงสร้างหลักใน
การพัฒนา และขับเคลือ่ นเศรษฐกิจ ท�ำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนอย่างหลีกเลีย่ งมิได้ จึงมีการก�ำหนดหลักการชีแ้ นะ
แห่งสหประชาชาติวา่ ด้วยสิทธิมนุษยชนส�ำหรับธุรกิจภายใต้กรอบ “คุม้ ครอง-เคารพ-เยียวยา” (United Nations Guiding
Principles on Business and Human Rights: Implementing the United Nations “Protect, Respect and
Remedy” Framework : UNGPs) ซึ่งน�ำหลักส�ำคัญที่บัญญัติไว้ในสนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชน มาเน้นย�้ำให้เกิด
รูปธรรมให้ภาคธุ��กิจและรัฐ (ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน หรือโครงการพัฒนาร่วม อาทิ รัฐวิสาหกิจ) ต้องให้ความ
ส�ำคัญในการประกอบการทีต่ อ้ งค�ำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของชุมชน หรือกลุม่ คนทีเ่ กีย่ วข้อง โดยป้องกันความเสีย่ ง และแก้ไข
ผลกระทบด้ า นสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนที่ อ าจจะเกิ ด จากการประกอบธุ ร กิ จ โดยมี ห ลั ก การส� ำ คั ญ ตามกรอบขององค์ ก าร
สหประชาชาติ๑๕ ซึ่งรัฐ และภาคธุรกิจมีหน้าที่ใน ๓ ด้าน คือ
หน้าที่ในการคุ้มครอง (Protect)
หน้าที่ในการเคารพ (Respect)
หน้าที่ในการเยียวยา (Remedy)
รัฐต้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกคน
การประกอบการธุรกิจ (ของภาคธุรกิจและรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน หรือ
โครงการพัฒนาร่วม อาทิ รัฐวิสาหกิจ) ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกคน
ที่เกี่ยวข้อง
การประกอบการธุรกิจ (ของภาคธุรกิจและรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน หรือ
โครงการพัฒนาร่วม อาทิ รัฐวิสาหกิจ) ซึ่งส่งผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนใด ๆ จะต้องมี
การเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบโดยทันที รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ทั้งโดยกระบวนการ
ทางศาล และกระบวนการทางเลือกที่เป็นกลไกนอกศาล
๑๕ เอกชัย ปิ่นแก้ว. และรักษณาลี ดอนสนธิ์. (๒๕๖๐). รายงานสรุปการสัมมนาวิชาการระหว่างประเทศ “ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน” ณ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เรื่อง “การเผยแพร่และการ
ขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติในประเทศไทย”. กรุงเทพฯ : ส�ำนักวิจัยและวิชาการ ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ.
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ | 63
บทที่
๑